การวินิจฉัยโรคเบาหวาน (Diagnosis of Diabetes Mellitus): ตรวจอย่างไร รู้เร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
การวินิจฉัยโรคเบาหวาน (Diagnosis of Diabetes Mellitus): ตรวจอย่างไร รู้เร็ว ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) เป็นกลุ่มโรคเมตาบอลิกที่มีลักษณะสำคัญคือ “ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง” (chronic hyperglycemia) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการหลั่งอินซูลิน การออกฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน
ภาวะดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่
หลอดเลือดขนาดเล็ก (microvascular) เช่น เบาหวานขึ้นตา โรคไตจากเบาหวาน และเส้นประสาทเสื่อม
หลอดเลือดขนาดใหญ่ (macrovascular) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง
การวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว
เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
แนวทางปัจจุบันอ้างอิงตามข้อแนะนำของ American Diabetes Association (ADA) และ World Health Organization (WHO) โดยใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 4 วิธีหลัก
1. การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose: FPG)
เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
เกณฑ์การแปลผล
≥ 126 mg/dL (7.0 mmol/L) วินิจฉัยเป็นเบาหวาน
100–125 mg/dL ภาวะก่อนเบาหวาน (Impaired fasting glucose)
2. การทดสอบความทนทานต่อน้ำตาล (Oral Glucose Tolerance Test: OGTT)
เป็นการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด 2 ชั่วโมง หลังรับประทานกลูโคส 75 กรัม
เกณฑ์การแปลผล
≥ 200 mg/dL (11.1 mmol/L) วินิจฉัยเป็นเบาหวาน
140–199 mg/dL ภาวะก่อนเบาหวาน (Impaired glucose tolerance)
3. การตรวจน้ำตาลสะสม (HbA1c)
เป็นการตรวจที่สะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยย้อนหลังประมาณ 2–3 เดือน
เกณฑ์การแปลผล
≥ 6.5% วินิจฉัยเป็นเบาหวาน
5.7–6.4% ภาวะก่อนเบาหวาน
(ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องงดอาหารก่อนตรวจ)
4. การตรวจน้ำตาลแบบสุ่ม (Random Plasma Glucose)
≥ 200 mg/dL ร่วมกับอาการคลาสสิก เช่น ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ น้ำหนักลด
สามารถวินิจฉัยโรคเบาหวานได้ทันที
การยืนยันผลการวินิจฉัย
ในผู้ที่ไม่มีอาการชัดเจน ควรมีการตรวจยืนยันซ้ำในวันถัดไป หรือใช้วิธีตรวจที่แตกต่างกัน เช่น
- ตรวจ FPG ซ้ำ
- ตรวจ HbA1c ร่วมกับ FPG
การใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งช่วยเพิ่มความแม่นยำและลดโอกาสการวินิจฉัยผิดพลาด
บทบาทของ HbA1c ในเวชปฏิบัติ
HbA1c เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งในการวินิจฉัยและติดตามการควบคุมโรค เนื่องจากสะท้อนระดับน้ำตาลเฉลี่ยในช่วง 8–12 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ค่านี้อาจได้รับผลกระทบในบางภาวะ เช่น
ภาวะโลหิตจาง
โรคไตเรื้อรัง
โรคเลือดบางชนิด
จึงควรใช้ร่วมกับการตรวจอื่นและบริบททางคลินิก
การคัดกรองและการประเมินความเสี่ยง
แนะนำให้เริ่มคัดกรองในประชากรทั่วไปที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่
1. ดัชนีมวลกาย ≥ 25 kg/m² (ในคนเอเชีย ≥ 23 kg/m²)
2. มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน
3. ความดันโลหิตสูง
4. ไขมันในเลือดผิดปกติ
5. เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
6. คลอดบุตรน้ำหนักมาก
การคัดกรองอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น แม้ยังไม่มีอาการ
ข้อจำกัดและข้อพิจารณาในการวินิจฉัย
แม้การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะเป็นมาตรฐาน แต่ยังมีข้อจำกัดที่ควรพิจารณา ได้แก่
1. ระดับน้ำตาลอาจแปรปรวนจากอาหาร ความเครียด หรือการเจ็บป่วย
2. ค่า HbA1c อาจคลาดเคลื่อนในผู้ป่วยบางกลุ่ม
3. ผลตรวจบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับอาการทางคลินิก
ดังนั้น การวินิจฉัยควรอาศัยการบูรณาการข้อมูลจาก ประวัติ อาการ การตรวจร่างกาย และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน
เมื่อใดควรตรวจเบาหวาน
ควรเข้ารับการตรวจ หากมีอาการต่อไปนี้
1. ปัสสาวะบ่อย
2. กระหายน้ำมาก
3. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
4. อ่อนเพลียเรื้อรัง
หรือมีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวข้างต้น
การวินิจฉัยโรคเบาหวานเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความแม่นยำ โดยใช้เครื่องมือหลัก ได้แก่
FPG, OGTT, HbA1c และการตรวจน้ำตาลแบบสุ่ม การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น มีบทบาทสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนทั้งในระดับหลอดเลือดขนาดเล็กและขนาดใหญ่
การใช้แนวทางวินิจฉัยที่เป็นมาตรฐาน ร่วมกับการคัดกรองอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
မေးခွန်းများရှိပါက သို့မဟုတ် ဝန်ထမ်းများကို ဆက်သွယ်လိုပါက
ဆေးရုံလိပ်စာ
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000