โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ (Hashimoto’s Thyroiditis) เมื่อภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์ สาเหตุสำคัญของภาวะไทรอยด์ต่ำ
โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ (Hashimoto’s Thyroiditis) เมื่อภูมิคุ้มกันทำลายต่อมไทรอยด์ สาเหตุสำคัญของภาวะไทรอยด์ต่ำ
โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ หรือ Chronic Autoimmune Thyroiditis เป็นโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease) ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ปกติมีหน้าที่ป้องกันเชื้อโรค กลับตอบสนองต่อเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายเซลล์ไทรอยด์อย่างต่อเนื่อง
ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็ก มีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ อยู่บริเวณด้านหน้าลำคอ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญ ได้แก่
- Thyroxine (T4)
- Triiodothyronine (T3)
ซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการเผาผลาญพลังงาน อุณหภูมิร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ ตลอดจนการทำงานของสมองและกล้ามเนื้อ เมื่อเซลล์ของต่อมไทรอยด์ถูกทำลายเป็นเวลานาน ความสามารถในการสร้างฮอร์โมนอาจค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานช้าลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอและไม่มีอาการผิดปกติเป็นเวลาหลายปี
สาเหตุของโรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ
แม้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรค Hashimoto แต่หลักฐานทางการแพทย์ชี้ว่า การเกิดโรคเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วม ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ได้แก่
1.พันธุกรรมและประวัติครอบครัว
ผู้ที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นโรคไทรอยด์จากภูมิคุ้มกัน มีแนวโน้มเกิดโรคมากกว่าคนทั่วไป สะท้อนถึงบทบาทของพันธุกรรมในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน
2.เพศและอายุ
โรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอย่างชัดเจน โดยพบได้บ่อยในวัยผู้ใหญ่และวัยกลางคน แม้จะสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงอายุ
3.การมีโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองชนิดอื่น
เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 1 โรคเซลิแอค (Celiac Disease) และโรคด่างขาว (Vitiligo) ซึ่งอาจพบร่วมกับโรค Hashimoto ได้
4.การได้รับไอโอดีนมากเกินความจำเป็น
โดยเฉพาะในผู้ที่มีความไวต่อโรค อาจกระตุ้นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์
5.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและยาบางชนิด
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดความผิดปกติของภูมิคุ้มกันต่อมไทรอยด์ในผู้ที่มีความเสี่ยง
อาการของโรค Hashimoto มีอะไรบ้าง?
อาการของโรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะเมื่อการอักเสบทำให้ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้น้อยลง ผู้ป่วยจึงอาจเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความเครียด หรือความเปลี่ยนแปลงตามวัย อาการสำคัญที่ควรสังเกต ได้แก่
1.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้จะพักผ่อนอย่างเพียงพอ ผู้ป่วยอาจรู้สึกหมดพลังงาน ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้น้อยลง หรือเหนื่อยง่ายกว่าที่เคย
2.น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้ไม่ได้รับประทานอาหารมากขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากอัตราการเผาผลาญพลังงานลดลง ร่วมกับการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย
3.หนาวง่ายผิดปกติ รู้สึกหนาวในอุณหภูมิที่คนรอบข้างรู้สึกสบาย เพราะร่างกายสร้างความร้อนได้ลดลง
4.ผิวแห้ง ผมร่วง และเส้นผมบางลง ผิวหนังอาจแห้งหยาบ เส้นผมเปราะหรือหลุดร่วงง่าย บางรายมีอาการบวมบริเวณใบหน้าหรือรอบดวงตา
5.ท้องผูกบ่อยหรือท้องผูกเรื้อรัง เนื่องจากการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารช้าลง
6.ความจำและสมาธิลดลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกคิดช้าลง หลงลืมง่าย หรือมีอาการสมองไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งบางครั้งเรียกว่า Brain Fog
7.ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเป็นตะคริว โดยเฉพาะบริเวณต้นแขนและต้นขา บางรายอาจรู้สึกว่าการขึ้นบันไดหรือลุกจากเก้าอี้ทำได้ยากขึ้น
8.อารมณ์เปลี่ยนแปลงหรือรู้สึกซึมเศร้า อาจมีอาการเฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น หรือความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง
9.ประจำเดือนผิดปกติ ในผู้หญิงอาจพบประจำเดือนมามากหรือมาไม่สม่ำเสมอ และในบางรายอาจมีปัญหาด้านภาวะเจริญพันธุ์
10.ต่อมไทรอยด์โตหรือรู้สึกแน่นบริเวณลำคอ ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตเห็นลำคอโตขึ้น หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณด้านหน้าลำคอ
ทำไมโรค Hashimoto จึงทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ต่ำ?
หัวใจสำคัญของโรค Hashimoto คือการที่ระบบภูมิคุ้มกันสูญเสียความสามารถในการแยกแยะเนื้อเยื่อของร่างกายตนเองออกจากสิ่งแปลกปลอม ทำให้เกิดการตอบสนองต่อเซลล์ของต่อมไทรอยด์ โดยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด T lymphocyte และแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์เข้ามามีบทบาท
แอนติบอดีที่มักตรวจพบ ได้แก่
- Anti-TPO (Anti-Thyroid Peroxidase Antibody) เป็นแอนติบอดีที่พบได้บ่อยในผู้ป่วย Hashimoto และเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของภาวะภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อเนื้อเยื่อไทรอยด์
- Anti-Tg (Anti-Thyroglobulin Antibody) เป็นแอนติบอดีอีกชนิดหนึ่งที่อาจตรวจพบร่วมกัน และช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยในผู้ป่วยบางราย
เมื่อการอักเสบดำเนินต่อเนื่อง เซลล์ไทรอยด์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนจะค่อย ๆ ถูกทำลาย ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมน T4 และ T3 ลดลง ร่างกายจึงพยายามชดเชยด้วยการเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน TSH จากต่อมใต้สมอง เพื่อกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น
ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจยังมีระดับ TSH และ Free T4 อยู่ในเกณฑ์ปกติ ต่อมาเมื่อความสามารถในการผลิตฮอร์โมนลดลง อาจเข้าสู่ภาวะไทรอยด์ต่ำระยะเริ่มต้น (Subclinical Hypothyroidism) ซึ่งมีระดับ TSH สูง แต่ Free T4 ยังคงปกติ
หากโรคดำเนินต่อไปจนต่อมไทรอยด์ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอ อาจเกิดภาวะไทรอยด์ต่ำอย่างชัดเจน (Overt Hypothyroidism) โดยตรวจพบ TSH สูงร่วมกับ Free T4 ต่ำ
การตรวจวินิจฉัยโรค Hashimoto
การวินิจฉัยโรค Hashimoto ไม่ได้พิจารณาจากอาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประเมินทางคลินิกร่วมกับการตรวจเลือด เพื่อประเมินทั้งการทำงานของต่อมไทรอยด์และหลักฐานของความผิดปกติทางภูมิคุ้มกัน
1. การตรวจ TSH (Thyroid-Stimulating Hormone)
เป็นการตรวจพื้นฐานที่สำคัญในการประเมินการทำงานของต่อมไทรอยด์ หากระดับ TSH สูง อาจบ่งชี้ว่าต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนได้ไม่เพียงพอ ทำให้ต่อมใต้สมองต้องเพิ่มการกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์
2. การตรวจ Free T4
ช่วยประเมินระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในกระแสเลือด และใช้ร่วมกับค่า TSH เพื่อแยกภาวะไทรอยด์ต่ำระยะเริ่มต้นออกจากภาวะไทรอยด์ต่ำอย่างชัดเจน
3. การตรวจ Anti-TPO
เป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่สัมพันธ์กับโรคไทรอยด์จากภูมิคุ้มกัน หากตรวจพบ Anti-TPO เป็นบวก จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค Hashimoto อย่างไรก็ตาม การตรวจพบแอนติบอดีไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยมีภาวะไทรอยด์ต่ำหรือจำเป็นต้องได้รับยาฮอร์โมนไทรอยด์เสมอไป
4. การตรวจ Anti-Tg
อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมในผู้ป่วยบางราย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินความผิดปกติของภูมิคุ้มกันต่อมไทรอยด์
5. การตรวจอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์
ในผู้ป่วย Hashimoto การตรวจอัลตราซาวด์อาจพบเนื้อเยื่อไทรอยด์มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ (Heterogeneous Echotexture) และมีความเข้มเสียงต่ำ (Hypoechoic) ซึ่งสอดคล้องกับการอักเสบเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องตรวจอัลตราซาวด์ในผู้ป่วยทุกราย โดยแพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสม เช่น เมื่อพบต่อมไทรอยด์โต คลำได้ก้อน หรือสงสัยความผิดปกติของโครงสร้างต่อมไทรอยด์
โรค Hashimoto รักษาหายหรือไม่?
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษามาตรฐานที่สามารถทำให้ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในโรค Hashimoto หายขาดได้ แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการวินิจฉัยและรักษาภาวะไทรอยด์ต่ำอย่างเหมาะสม
ในผู้ป่วยที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำ แพทย์จะพิจารณาให้ยา Levothyroxine ซึ่งเป็นฮอร์โมนไทรอยด์สังเคราะห์ เพื่อทดแทนฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตได้ไม่เพียงพอ ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญและการทำงานของระบบต่าง ๆ กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล การกำหนดขนาดยาต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ได้แก่ อายุ น้ำหนัก ระดับ TSH โรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ และสภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย พร้อมติดตามผลเลือดเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม
สำหรับผู้ที่ตรวจพบ Anti-TPO เป็นบวก แต่ระดับ TSH และ Free T4 ยังคงปกติ โดยทั่วไปยังไม่จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนไทรอยด์ทันที แพทย์อาจแนะนำให้ติดตามการทำงานของต่อมไทรอยด์เป็นระยะ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจพัฒนาภาวะไทรอยด์ต่ำในอนาคต
ผู้ป่วย Hashimoto สามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?
การเป็นโรค Hashimoto ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ตรงกันข้าม การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมยังคงมีความสำคัญต่อสุขภาพ โดยช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด รักษามวลกล้ามเนื้อ ควบคุมน้ำหนัก และส่งเสริมคุณภาพชีวิต
ผู้ป่วยที่มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์ปกติ หรือได้รับการรักษาจนควบคุมภาวะไทรอยด์ต่ำได้ดี โดยทั่วไปสามารถออกกำลังกายได้ตามสมรรถภาพของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ต่ำที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือยังควบคุมไม่ได้ การออกกำลังกายหนักอาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือฟื้นตัวหลังออกกำลังกายได้ช้า จึงควรได้รับการประเมินและรักษาภาวะไทรอยด์ต่ำให้เหมาะสมก่อนเริ่มกิจกรรมที่ใช้แรงอย่างหนัก
โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ รู้เร็ว ดูแลได้
โรคไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจค่อย ๆ ทำลายต่อมไทรอยด์จนเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ อาการของโรคมักไม่จำเพาะและเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จนบางครั้งถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้า ความเครียด หรือความเปลี่ยนแปลงตามอายุ
หากมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง น้ำหนักเพิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ หนาวง่าย ผมร่วง หรือมีความจำและสมาธิลดลง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหลายอย่างร่วมกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
การตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสมและการติดตามรักษาอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมภาวะไทรอยด์ต่ำ ลดผลกระทบต่อสุขภาพ และกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
Chularat cholvaej Hospital
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
Chularat cholvaej Hospital
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
If you have any questions or wish to contact staff
Hospital Address
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000