ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ต้องดูทั้ง BMI และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย
การประเมินว่าบุคคลมีน้ำหนักเกินหรือไม่ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) เพราะ BMI คำนวณจากน้ำหนักและส่วนสูง แต่ไม่สามารถแยกได้ว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก กล้ามเนื้อหรือไขมัน ดังนั้น การประเมินร่วมกับ เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (% Body Fat) จะช่วยให้เห็นองค์ประกอบของร่างกายและประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ชัดเจนขึ้น
BMI คืออะไร?
- BMI เป็นเครื่องมือคัดกรองภาวะน้ำหนักตัวที่ใช้อย่างแพร่หลาย โดยคำนวณจาก
- BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร)²
สำหรับประชากรเอเชีย เมื่อ BMI ตั้งแต่ประมาณ 23 ขึ้นไป ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เริ่มเพิ่มขึ้น
ข้อจำกัดของ BMI
BMI ไม่สามารถบอกองค์ประกอบของร่างกายได้โดยตรง เช่น
คนที่มีกล้ามเนื้อมากอาจมี BMI สูง แต่ไม่ได้มีไขมันสูง
บางคนอาจมี BMI ปกติ แต่มีไขมันสะสมมาก
ดังนั้น การดู BMI เพียงค่าเดียวอาจทำให้ประเมินภาวะอ้วนคลาดเคลื่อนได้
เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (% Body Fat)
% Body Fat คือสัดส่วนของไขมันเมื่อเทียบกับมวลร่างกายทั้งหมด จึงช่วยสะท้อนปริมาณไขมันและความเสี่ยงทางเมตาบอลิซึมได้โดยตรงมากขึ้น
โดยเฉพาะ ไขมันสะสมในช่องท้อง มีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน ไขมันพอกตับ และโรคหลอดเลือดหัวใจ
ควรดู BMI และ % Body Fat ร่วมกัน
เมื่อนำทั้งสองค่ามาพิจารณาร่วมกัน สามารถแบ่งลักษณะได้เป็น
- BMI สูง + %Fat สูง → มีภาวะอ้วน
- BMI สูง + %Fat ปกติ → อาจมีกล้ามเนื้อมาก ไม่ได้อ้วนจากไขมัน
- BMI ปกติ + %Fat สูง → ภาวะอ้วนแฝง (Skinny Fat)
- BMI ปกติ + %Fat ปกติ → องค์ประกอบร่างกายอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
ภาวะ อ้วนแฝง มีความสำคัญ เพราะแม้ภายนอกดูไม่อ้วน แต่ไขมันในร่างกายสูงและยังมีความเสี่ยงต่อโรคทางเมตาบอลิซึมได้
เกณฑ์ที่ควรระวัง
บทความระบุว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพควรได้รับความสนใจเมื่อเข้าเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
BMI ≥ 25 สำหรับคนเอเชีย
หรือ
% Body Fat ≥ 25% ในผู้ชาย / ≥ 35% ในผู้หญิง
แม้ BMI จะอยู่ในช่วงปกติ แต่หากเปอร์เซ็นต์ไขมันสูง ก็ยังอาจมีความเสี่ยงต่อโรคเมตาบอลิซึมได้
สรุป
BMI เป็นเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้นที่สะดวก แต่ไม่สามารถแสดงปริมาณไขมันในร่างกายได้ทั้งหมด ดังนั้น การประเมินภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนให้เหมาะสม ควรใช้ BMI ร่วมกับ % Body Fat เพื่อช่วยลดความคลาดเคลื่อนและใช้ประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพได้ดีขึ้น