မီနူး

โรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)

20 ส.ค. 2569

โรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)

โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) เป็นภาวะที่ร่างกายมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอสำหรับการสร้าง ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin; Hb) ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่าง ๆ เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก การสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลง เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและซีด (Microcytic hypochromic anemia) ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเวียนศีรษะ

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโลหิตจางทั้งหมด

ธาตุเหล็กสำคัญต่อร่างกายอย่างไร?

ธาตุเหล็กประมาณ 65–70% ของร่างกายอยู่ในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง อีกส่วนหนึ่งสะสมในรูปของ Ferritin ที่ตับ ม้าม และไขกระดูกหน้าที่สำคัญของธาตุเหล็ก ได้แก่

  • สร้างฮีโมโกลบิน
  • ลำเลียงออกซิเจน
  • ช่วยสร้างพลังงานของเซลล์
  • เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิด
  • มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกันและสมอง

สาเหตุของโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก

สาเหตุแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก

1. การสูญเสียเลือดเรื้อรัง (พบบ่อยที่สุด) เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของ IDA ในผู้ใหญ่

สาเหตุจากระบบสืบพันธุ์

  • ประจำเดือนมามากผิดปกติ (Heavy menstrual bleeding)
  • เลือดออกจากเนื้องอกมดลูก
  • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

สาเหตุจากระบบทางเดินอาหาร

  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • แผลในลำไส้เล็ก
  • ริดสีดวงทวาร
  • ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • หลอดเลือดผิดปกติในทางเดินอาหาร (Angiodysplasia)
  • การใช้ยา NSAIDs หรือ Aspirin เป็นเวลานาน

2. รับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ พบได้ใน

  • ผู้รับประทานมังสวิรัติที่ไม่ได้วางแผนอาหารอย่างเหมาะสม
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย
  • เด็กที่ดื่มนมวัวมากเกินไป

3. ดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ แม้รับประทานธาตุเหล็กเพียงพอ แต่ร่างกายดูดซึมไม่ได้ เช่น

  • Celiac disease
  • การติดเชื้อ Helicobacter pylori
  • โรคลำไส้อักเสบ (IBD)
  • หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร
  • หลังผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bariatric surgery)

4. ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น พบใน

  • หญิงตั้งครรภ์
  • หญิงให้นมบุตร
  • เด็กวัยเจริญเติบโต
  • วัยรุ่น

อาการของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • ใจสั่น
  • หายใจเหนื่อย
  • ผิวซีด
  • เล็บเปราะหรือเล็บเว้า (Koilonychia)
  • ลิ้นอักเสบ
  • มุมปากแตก
  • ผมร่วง

อาการที่ค่อนข้างจำเพาะ ได้แก่

  • Pica เช่น อยากกินน้ำแข็ง ดิน หรือแป้ง
  • Restless Legs Syndrome (RLS) หรืออาการขาอยู่ไม่สุข ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีระดับ Ferritin ต่ำ

การวินิจฉัยโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก

การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยเพียงค่า Hemoglobin ต่ำ แต่ต้องยืนยันว่าร่างกายมีภาวะขาดธาตุเหล็กจริง

1. ตรวจ Complete Blood Count (CBC) ผลที่พบได้บ่อย

  • Hemoglobin (Hb) ต่ำ
  • Hematocrit (Hct) ต่ำ
  • MCV ต่ำ (Microcytic anemia)
  • MCH ต่ำ
  • RDW สูง

2. ตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือด

2.1 Ferritin เป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการประเมินปริมาณธาตุเหล็กสะสม

  • Ferritin
  • หากมีการอักเสบเรื้อรัง Ferritin อาจสูงผิดปกติ แม้ว่าจะขาดธาตุเหล็ก จึงต้องแปลผลร่วมกับการตรวจอื่น

2.2 Serum Iron มักต่ำ

2.3 Total Iron Binding Capacity (TIBC) มักสูง

2.4 Transferrin Saturation (TSAT) มักต่ำกว่า 20%

3. ค้นหาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก

การวินิจฉัยที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการยืนยันว่าขาดธาตุเหล็ก แต่ต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กแพทย์จะซักประวัติ เช่น

  • ประจำเดือนมามาก
  • อุจจาระดำ
  • ถ่ายเป็นเลือด
  • การใช้ยา NSAIDs
  • การบริจาคเลือด
  • การรับประทานอาหาร
  • ประวัติครอบครัวมะเร็งลำไส้ใหญ่

4. การตรวจเพิ่มเติม

ในผู้ชายและผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เป็น IDA โดยไม่พบสาเหตุชัดเจน แนวทาง AGA และ British Society of Gastroenterology แนะนำให้ตรวจ

1.ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Esophagogastroduodenoscopy; EGD)

2. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

เพื่อค้นหา

  • แผลในกระเพาะอาหาร
  • ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่
  • มะเร็งกระเพาะอาหาร
  • มะเร็งลำไส้ใหญ่
  • ภาวะเลือดออกเรื้อรัง

การรักษาโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก

การรักษาโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

1. ค้นหาและรักษาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก

2. ทดแทนธาตุเหล็กที่ร่างกายสูญเสียไป

3. ติดตามผลการรักษาเพื่อให้ระดับฮีโมโกลบินและธาตุเหล็กสะสมกลับสู่ภาวะปกติ

การรักษาเพียงการรับประทานธาตุเหล็กโดยไม่ค้นหาสาเหตุ อาจทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำ หรือพลาดการวินิจฉัยโรคสำคัญ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร

1. รักษาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก

การรักษาจะแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น

  • รักษาภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • รักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
  • รักษาการติดเชื้อ Helicobacter pylori
  • รักษาโรค Celiac disease หรือโรคลำไส้อักเสบ
  • หยุดหรือเปลี่ยนยาที่ทำให้เกิดเลือดออก เช่น NSAIDs เมื่อเหมาะสม
  • ผ่าตัดหรือรักษามะเร็ง หากตรวจพบ

2. การให้ธาตุเหล็กรับประทาน (Oral Iron Therapy)

ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาด้วยธาตุเหล็กชนิดรับประทาน ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ราคาไม่แพง และเป็นการรักษามาตรฐานยาที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • Ferrous sulfate
  • Ferrous fumarate
  • Ferrous gluconate

แนวทาง American Gastroenterological Association (AGA) ปี 2024 ระบุว่า Ferrous sulfate เป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนมากและมีราคาประหยัด

วิธีรับประทาน ปัจจุบันแนะนำให้รับประทาน

วันละครั้ง หรือ วันเว้นวัน (Alternate-day dosing)

เนื่องจากช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ลดการกระตุ้นฮอร์โมน Hepcidin ซึ่งยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก และลดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือท้องผูก ควรรับประทานพร้อมน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี เช่น น้ำส้ม เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม

ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อม

  • ชา
  • กาแฟ
  • นม
  • อาหารเสริมแคลเซียม
  • ยาลดกรด

เพราะอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

3. การให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Iron)

แพทย์อาจพิจารณาให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำในกรณีต่อไปนี้

  • รับประทานธาตุเหล็กไม่ได้ หรือมีผลข้างเคียงรุนแรง
  • ดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ เช่น หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร โรค Celiac หรือโรคลำไส้อักเสบ
  • สูญเสียเลือดเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องการเพิ่มระดับธาตุเหล็กอย่างรวดเร็ว
  • ระดับฮีโมโกลบินไม่เพิ่มขึ้นหลังรักษาด้วยยารับประทานอย่างเหมาะสม

ปัจจุบันธาตุเหล็กชนิดฉีดมีความปลอดภัยสูง และสามารถให้ครบขนาดการรักษาได้ภายใน 1–2 ครั้งในผู้ป่วยหลายราย

4. การให้เลือด (Blood Transfusion)

การให้เลือด ไม่ใช่การรักษาหลักของโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่

  • ภาวะซีดรุนแรงจนมีอาการ
  • มีอาการหัวใจขาดเลือด
  • ความดันโลหิตไม่คงที่จากการเสียเลือด
  • มีเลือดออกเฉียบพลัน

แม้ได้รับเลือดแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยธาตุเหล็กต่อ เพื่อเติมธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย

อาการของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก

หลังเริ่มรักษา แพทย์จะนัดติดตามผลเลือดเป็นระยะ โดยทั่วไป

  • Reticulocyte จะเริ่มเพิ่มขึ้นภายใน 7–10 วัน
  • Hemoglobin (Hb) ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 g/dL ภายใน 2–4 สัปดาห์

หากระดับฮีโมโกลบินไม่เพิ่มขึ้นตามคาด ควรประเมินว่า

  • รับประทานยาสม่ำเสมอหรือไม่
  • ยังมีการเสียเลือดอยู่หรือไม่
  • มีภาวะดูดซึมผิดปกติหรือไม่
  • การวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่

เมื่อระดับฮีโมโกลบินกลับสู่ปกติแล้ว ควรรับประทานธาตุเหล็กต่ออีกประมาณ 3 เดือน เพื่อเติมธาตุเหล็กสะสม (Iron stores) ให้เพียงพอ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

ကျွန်ုပ်တို့ကိုခေါ်ပါ

038-860-890

24 နာရီ ဝန်ဆောင်မှု

မေးခွန်းများရှိပါက သို့မဟုတ် ဝန်ထမ်းများကို ဆက်သွယ်လိုပါက

ဆေးရုံလိပ်စာ

65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000