โรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)
โรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia)
โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) เป็นภาวะที่ร่างกายมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอสำหรับการสร้าง ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin; Hb) ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดแดงที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังอวัยวะต่าง ๆ เมื่อร่างกายขาดธาตุเหล็ก การสร้างเม็ดเลือดแดงจะลดลง เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและซีด (Microcytic hypochromic anemia) ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเวียนศีรษะ
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุของโรคโลหิตจางที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลก คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโลหิตจางทั้งหมด
ธาตุเหล็กสำคัญต่อร่างกายอย่างไร?
ธาตุเหล็กประมาณ 65–70% ของร่างกายอยู่ในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง อีกส่วนหนึ่งสะสมในรูปของ Ferritin ที่ตับ ม้าม และไขกระดูกหน้าที่สำคัญของธาตุเหล็ก ได้แก่
- สร้างฮีโมโกลบิน
- ลำเลียงออกซิเจน
- ช่วยสร้างพลังงานของเซลล์
- เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์หลายชนิด
- มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกันและสมอง
สาเหตุของโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก
สาเหตุแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก
1. การสูญเสียเลือดเรื้อรัง (พบบ่อยที่สุด) เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของ IDA ในผู้ใหญ่
สาเหตุจากระบบสืบพันธุ์
- ประจำเดือนมามากผิดปกติ (Heavy menstrual bleeding)
- เลือดออกจากเนื้องอกมดลูก
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
สาเหตุจากระบบทางเดินอาหาร
- แผลในกระเพาะอาหาร
- แผลในลำไส้เล็ก
- ริดสีดวงทวาร
- ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- หลอดเลือดผิดปกติในทางเดินอาหาร (Angiodysplasia)
- การใช้ยา NSAIDs หรือ Aspirin เป็นเวลานาน
2. รับประทานธาตุเหล็กไม่เพียงพอ พบได้ใน
- ผู้รับประทานมังสวิรัติที่ไม่ได้วางแผนอาหารอย่างเหมาะสม
- ผู้สูงอายุ
- ผู้ที่รับประทานอาหารได้น้อย
- เด็กที่ดื่มนมวัวมากเกินไป
3. ดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ แม้รับประทานธาตุเหล็กเพียงพอ แต่ร่างกายดูดซึมไม่ได้ เช่น
- Celiac disease
- การติดเชื้อ Helicobacter pylori
- โรคลำไส้อักเสบ (IBD)
- หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร
- หลังผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bariatric surgery)
4. ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น พบใน
- หญิงตั้งครรภ์
- หญิงให้นมบุตร
- เด็กวัยเจริญเติบโต
- วัยรุ่น
อาการของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- เหนื่อยง่าย
- อ่อนเพลีย
- เวียนศีรษะ
- ใจสั่น
- หายใจเหนื่อย
- ผิวซีด
- เล็บเปราะหรือเล็บเว้า (Koilonychia)
- ลิ้นอักเสบ
- มุมปากแตก
- ผมร่วง
อาการที่ค่อนข้างจำเพาะ ได้แก่
- Pica เช่น อยากกินน้ำแข็ง ดิน หรือแป้ง
- Restless Legs Syndrome (RLS) หรืออาการขาอยู่ไม่สุข ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีระดับ Ferritin ต่ำ
การวินิจฉัยโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก
การวินิจฉัยไม่ได้อาศัยเพียงค่า Hemoglobin ต่ำ แต่ต้องยืนยันว่าร่างกายมีภาวะขาดธาตุเหล็กจริง
1. ตรวจ Complete Blood Count (CBC) ผลที่พบได้บ่อย
- Hemoglobin (Hb) ต่ำ
- Hematocrit (Hct) ต่ำ
- MCV ต่ำ (Microcytic anemia)
- MCH ต่ำ
- RDW สูง
2. ตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือด
2.1 Ferritin เป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการประเมินปริมาณธาตุเหล็กสะสม
- Ferritin
- หากมีการอักเสบเรื้อรัง Ferritin อาจสูงผิดปกติ แม้ว่าจะขาดธาตุเหล็ก จึงต้องแปลผลร่วมกับการตรวจอื่น
2.2 Serum Iron มักต่ำ
2.3 Total Iron Binding Capacity (TIBC) มักสูง
2.4 Transferrin Saturation (TSAT) มักต่ำกว่า 20%
3. ค้นหาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก
การวินิจฉัยที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการยืนยันว่าขาดธาตุเหล็ก แต่ต้องค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการขาดธาตุเหล็กแพทย์จะซักประวัติ เช่น
- ประจำเดือนมามาก
- อุจจาระดำ
- ถ่ายเป็นเลือด
- การใช้ยา NSAIDs
- การบริจาคเลือด
- การรับประทานอาหาร
- ประวัติครอบครัวมะเร็งลำไส้ใหญ่
4. การตรวจเพิ่มเติม
ในผู้ชายและผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่เป็น IDA โดยไม่พบสาเหตุชัดเจน แนวทาง AGA และ British Society of Gastroenterology แนะนำให้ตรวจ
1.ส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Esophagogastroduodenoscopy; EGD)
2. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
เพื่อค้นหา
- แผลในกระเพาะอาหาร
- ติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- มะเร็งลำไส้ใหญ่
- ภาวะเลือดออกเรื้อรัง
การรักษาโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก
การรักษาโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
1. ค้นหาและรักษาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก
2. ทดแทนธาตุเหล็กที่ร่างกายสูญเสียไป
3. ติดตามผลการรักษาเพื่อให้ระดับฮีโมโกลบินและธาตุเหล็กสะสมกลับสู่ภาวะปกติ
การรักษาเพียงการรับประทานธาตุเหล็กโดยไม่ค้นหาสาเหตุ อาจทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำ หรือพลาดการวินิจฉัยโรคสำคัญ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งกระเพาะอาหาร
1. รักษาสาเหตุของการขาดธาตุเหล็ก
การรักษาจะแตกต่างกันตามสาเหตุ เช่น
- รักษาภาวะประจำเดือนมามากผิดปกติ
- รักษาแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
- รักษาการติดเชื้อ Helicobacter pylori
- รักษาโรค Celiac disease หรือโรคลำไส้อักเสบ
- หยุดหรือเปลี่ยนยาที่ทำให้เกิดเลือดออก เช่น NSAIDs เมื่อเหมาะสม
- ผ่าตัดหรือรักษามะเร็ง หากตรวจพบ
2. การให้ธาตุเหล็กรับประทาน (Oral Iron Therapy)
ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาด้วยธาตุเหล็กชนิดรับประทาน ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ราคาไม่แพง และเป็นการรักษามาตรฐานยาที่ใช้บ่อย ได้แก่
- Ferrous sulfate
- Ferrous fumarate
- Ferrous gluconate
แนวทาง American Gastroenterological Association (AGA) ปี 2024 ระบุว่า Ferrous sulfate เป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนมากและมีราคาประหยัด
วิธีรับประทาน ปัจจุบันแนะนำให้รับประทาน
วันละครั้ง หรือ วันเว้นวัน (Alternate-day dosing)
เนื่องจากช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ลดการกระตุ้นฮอร์โมน Hepcidin ซึ่งยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก และลดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง หรือท้องผูก ควรรับประทานพร้อมน้ำเปล่าหรือเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี เช่น น้ำส้ม เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม
ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานพร้อม
- ชา
- กาแฟ
- นม
- อาหารเสริมแคลเซียม
- ยาลดกรด
เพราะอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็ก
3. การให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Iron)
แพทย์อาจพิจารณาให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำในกรณีต่อไปนี้
- รับประทานธาตุเหล็กไม่ได้ หรือมีผลข้างเคียงรุนแรง
- ดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ เช่น หลังผ่าตัดกระเพาะอาหาร โรค Celiac หรือโรคลำไส้อักเสบ
- สูญเสียเลือดเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง
- ต้องการเพิ่มระดับธาตุเหล็กอย่างรวดเร็ว
- ระดับฮีโมโกลบินไม่เพิ่มขึ้นหลังรักษาด้วยยารับประทานอย่างเหมาะสม
ปัจจุบันธาตุเหล็กชนิดฉีดมีความปลอดภัยสูง และสามารถให้ครบขนาดการรักษาได้ภายใน 1–2 ครั้งในผู้ป่วยหลายราย
4. การให้เลือด (Blood Transfusion)
การให้เลือด ไม่ใช่การรักษาหลักของโรคเลือดจางจากขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะพิจารณาเฉพาะกรณีที่
- ภาวะซีดรุนแรงจนมีอาการ
- มีอาการหัวใจขาดเลือด
- ความดันโลหิตไม่คงที่จากการเสียเลือด
- มีเลือดออกเฉียบพลัน
แม้ได้รับเลือดแล้ว ผู้ป่วยยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยธาตุเหล็กต่อ เพื่อเติมธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย
อาการของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
หลังเริ่มรักษา แพทย์จะนัดติดตามผลเลือดเป็นระยะ โดยทั่วไป
- Reticulocyte จะเริ่มเพิ่มขึ้นภายใน 7–10 วัน
- Hemoglobin (Hb) ควรเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2 g/dL ภายใน 2–4 สัปดาห์
หากระดับฮีโมโกลบินไม่เพิ่มขึ้นตามคาด ควรประเมินว่า
- รับประทานยาสม่ำเสมอหรือไม่
- ยังมีการเสียเลือดอยู่หรือไม่
- มีภาวะดูดซึมผิดปกติหรือไม่
- การวินิจฉัยถูกต้องหรือไม่
เมื่อระดับฮีโมโกลบินกลับสู่ปกติแล้ว ควรรับประทานธาตุเหล็กต่ออีกประมาณ 3 เดือน เพื่อเติมธาตุเหล็กสะสม (Iron stores) ให้เพียงพอ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
မေးခွန်းများရှိပါက သို့မဟုတ် ဝန်ထမ်းများကို ဆက်သွယ်လိုပါက
ဆေးရုံလိပ်စာ
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000