เมื่อเกิดไฟไหม้ในบ้าน ห้องพัก สำนักงาน โรงงาน หรืออาคารปิด อันตรายไม่ได้มาจากเปลวไฟเพียงอย่างเดียว แต่ ควันไฟและก๊าซพิษสามารถทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตได้ก่อนที่เปลวไฟจะมาถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรือบริเวณที่ระบายอากาศไม่ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือรีบออกจากพื้นที่โดยเร็ว ไม่เสียเวลาเก็บทรัพย์สิน ถ่ายภาพ หรือย้อนกลับเข้าไปในอาคาร.
ควันไฟอันตรายอย่างไร?
การสูดดมควันไฟสามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ 3 กลุ่มสำคัญ คือ
- ความร้อนทำลายใบหน้า ช่องปาก คอหอย และทางเดินหายใจส่วนบน
- สารเคมีในควันทำให้หลอดลมและปอดอักเสบ
- ก๊าซพิษ เช่น Carbon Monoxide (CO) และ Hydrogen Cyanide ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนหรือไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ตามปกติ
ผู้ประสบเหตุสามารถได้รับอันตรายหลายกลไกพร้อมกัน แม้ภายนอกจะไม่มีแผลไฟไหม้ก็ตาม.
1. ออกซิเจนในห้องลดลงอย่างรวดเร็ว
ขณะเกิดการเผาไหม้ ไฟจะใช้ออกซิเจนภายในห้อง ขณะที่ควันและก๊าซพิษเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ปิด เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องเก็บของ รถยนต์ หรืออาคารที่ระบายอากาศไม่ดี
เมื่อร่างกายขาดออกซิเจนอาจเกิด หายใจเร็ว อ่อนแรง สับสน เดินเซ หมดสติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจหยุดเต้น ได้.
2. พิษจากคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
Carbon Monoxide เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จึงเป็นอันตรายเพราะผู้ประสบเหตุไม่สามารถรับรู้ได้จากประสาทสัมผัสทั่วไป
CO จับกับฮีโมโกลบินได้มากกว่าออกซิเจนประมาณ 200–250 เท่า ทำให้เลือดขนส่งออกซิเจนไปยังสมอง หัวใจ และอวัยวะต่าง ๆ ลดลง.
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- ปวดศีรษะ
- เวียนศีรษะ
- อ่อนแรง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- เจ็บหน้าอก
- สับสน
- เดินเซ
- หมดสติ
- ชัก
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะโลหิตจาง มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น.
3. พิษจากไฮโดรเจนไซยาไนด์
Hydrogen Cyanide อาจเกิดจากการเผาไหม้วัสดุ เช่น พลาสติกบางชนิด โฟม Polyurethane ไนลอน ขนสัตว์ ผ้าไหม และวัสดุสังเคราะห์
ไซยาไนด์ รบกวนการทำงานของไมโทคอนเดรีย ทำให้เซลล์ไม่สามารถใช้ออกซิเจนเพื่อสร้างพลังงานได้ แม้เลือดยังมีออกซิเจนอยู่ ผู้ป่วยอาจเกิด หายใจเร็ว สับสน ความดันต่ำ ชัก หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น.
4. ทางเดินหายใจอาจบวมและอุดตัน
ความร้อนและสารเคมีในควันสามารถทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและบวม อาการเตือน ได้แก่
- เสียงแหบหรือเสียงเปลี่ยน
- กลืนลำบาก
- เจ็บหรือแสบคอมาก
- หายใจมีเสียงดังหรือเสียงหวีดบริเวณลำคอ
- มีเขม่าดำในปากหรือจมูก
- ขนจมูกไหม้
- ใบหน้าหรือริมฝีปากถูกไฟไหม้
- หายใจลำบากมากขึ้น
อาการบวมอาจเพิ่มขึ้นภายหลัง ทำให้ผู้ที่ดูเหมือนอาการไม่มากในช่วงแรกทรุดลงอย่างรวดเร็วได้.
5. ควันไฟทำลายหลอดลมและปอด
อนุภาคและสารระคายเคืองในควันทำให้หลอดลมอักเสบ หลอดลมหดเกร็ง และมีสารคัดหลั่งเพิ่มขึ้น อาจเกิด ไอมาก แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หายใจมีเสียงหวีด และออกซิเจนในเลือดลดลง
รายที่รุนแรงอาจเกิด ARDS (Acute Respiratory Distress Syndrome) จนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต.
วิธีเอาตัวรอดเมื่อเกิดไฟไหม้
1. รีบออกจากพื้นที่
เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้ เห็นควัน หรือได้กลิ่นไหม้ ควร อพยพทันที ไม่ต้องรอจนเห็นเปลวไฟ และไม่ควรเสียเวลาเก็บเงิน โทรศัพท์ เอกสาร หรือทรัพย์สิน
เมื่อออกมาแล้ว ห้ามย้อนกลับเข้าไปในอาคาร.
2. แจ้งเหตุฉุกเฉิน
เมื่ออยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ให้แจ้ง
- 199 → ดับเพลิง
- 1669 → การแพทย์ฉุกเฉิน
พร้อมระบุสถานที่ ลักษณะอาคาร จุดที่เกิดไฟ และจำนวนผู้ที่อาจติดอยู่ภายใน.
3. ใช้บันไดหนีไฟ ห้ามใช้ลิฟต์
ขณะเกิดเพลิงไหม้ ระบบไฟฟ้าอาจขัดข้อง ลิฟต์อาจค้างหรือเปิดออกในชั้นที่มีไฟและควัน จึงควรใช้ บันไดหนีไฟ ตามเส้นทางอพยพของอาคาร.
4. ปิดประตูเมื่อออกจากห้อง
การปิดประตูด้านหลังช่วยชะลอการแพร่กระจายของไฟ ควัน และความร้อน แต่ ไม่ควรล็อกประตู เพราะอาจขัดขวางการช่วยเหลือ.
5. หากมีควัน ให้ก้มตัวต่ำ
ควันและก๊าซร้อนมักสะสมบริเวณด้านบน หากเส้นทางยังปลอดภัย ให้ ก้มตัวหรือคลานต่ำกว่าชั้นควัน
ผ้าชุบน้ำอาจช่วยกรองเขม่าและลดการระคายเคืองบางส่วน แต่ ไม่สามารถป้องกัน CO หรือไซยาไนด์ได้ จึงไม่ควรเสียเวลาหาผ้าชุบน้ำจนทำให้อพยพล่าช้า.
6. ตรวจประตูก่อนเปิด
ใช้ หลังมือแตะประตูหรือลูกบิด หากร้อนจัดหรือมีควันลอดออกมามาก ไม่ควรเปิด เพราะอีกด้านอาจมีไฟหรือควันหนาแน่น ควรหาเส้นทางอื่นหรือปิดห้องเพื่อรอความช่วยเหลือ.
ถ้าออกจากห้องไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?
หากเส้นทางออกมีไฟหรือควันหนาแน่นจนไม่สามารถผ่านได้ ควร
- ปิดประตูเพื่อกั้นไฟและควัน
- ใช้ผ้าหรือวัสดุอุดช่องใต้ประตู
- โทรแจ้งเจ้าหน้าที่และบอกตำแหน่งให้ชัดเจน
- ไปอยู่บริเวณหน้าต่างหรือระเบียงที่ปลอดภัย
- ส่งสัญญาณด้วยผ้าหรือแสงจากโทรศัพท์
- อยู่ในระดับต่ำหากมีควันเข้ามา
ไม่ควรกระโดดจากอาคารสูง เว้นแต่เจ้าหน้าที่กู้ภัยแนะนำและมีอุปกรณ์รองรับอย่างเหมาะสม.
หากเสื้อผ้าติดไฟ
- หยุด – ล้ม – กลิ้ง
หยุดวิ่ง
- → ล้มตัวลงกับพื้น
- → ใช้มือปิดใบหน้า
- → กลิ้งไปมาจนไฟดับ
การวิ่งจะทำให้อากาศช่วยให้ไฟลุกแรงขึ้น.
การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้
หลังนำผู้บาดเจ็บออกจากบริเวณอันตรายและมั่นใจว่าหายใจได้ตามปกติแล้ว ให้
- นำออกจากแหล่งความร้อน
- ถอดแหวน นาฬิกา เข็มขัด หรือเสื้อผ้าที่ไม่ติดกับแผล
- ใช้ น้ำประปาสะอาดอุณหภูมิปกติ ไหลผ่านแผลเพื่อลดความร้อน
- ปิดแผลหลวม ๆ ด้วยผ้าสะอาดหรือวัสดุปิดแผลที่ไม่ติดผิว
- รีบไปโรงพยาบาลหากแผลใหญ่ อยู่ที่ใบหน้า มือ เท้า อวัยวะเพศ หรือสงสัยว่าสูดดมควัน.
ห้ามใช้น้ำแข็งประคบโดยตรง และไม่ควรทายาสีฟัน น้ำปลา น้ำมัน เนย หรือสมุนไพร รวมถึงไม่ควรเจาะตุ่มพอง เพราะอาจเพิ่มความเสียหายของเนื้อเยื่อและความเสี่ยงติดเชื้อ.
เมื่อไรควรรีบไปโรงพยาบาล?
ผู้ที่สัมผัสควันในห้องหรืออาคารปิดควรได้รับการประเมิน โดยเฉพาะหากมี
หายใจลำบาก / เสียงแหบ / หายใจมีเสียงผิดปกติ / ไอมีเขม่าดำ / มีเขม่าบริเวณปากหรือจมูก / ใบหน้าหรือขนจมูกไหม้ / ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ / คลื่นไส้ / สับสน / เดินเซ / เจ็บหน้าอก / ใจสั่น / หมดสติ / ชัก / ผิวซีดหรือเขียวคล้ำ.
ไม่ควรใช้เพียง “อยู่ในควันนานกี่นาที” เป็นตัวตัดสินความรุนแรง เพราะความเข้มข้นและชนิดของก๊าซพิษในแต่ละเหตุการณ์แตกต่างกัน การได้รับควันหนาแน่นในพื้นที่ปิดแม้ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้.
สรุปจำง่าย
- เห็นควันหรือได้กลิ่นไหม้ → รีบออกทันที
- มีควัน → ก้มต่ำกว่าชั้นควัน
- ใช้บันไดหนีไฟ → ไม่ใช้ลิฟต์
- ประตูร้อน → อย่าเปิด
- ออกไม่ได้ → ปิดประตู อุดช่อง แจ้งตำแหน่ง รอช่วยเหลือ
- ออกมาแล้ว → ห้ามย้อนกลับเข้าไป
สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดไม่ใช่เฉพาะเปลวไฟ แต่คือ การขาดออกซิเจน พิษจาก Carbon Monoxide พิษจาก Cyanide และการบวมอุดกั้นของทางเดินหายใจ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประสบเหตุหมดสติได้อย่างรวดเร็ว.