เมนู

การลดน้ำหนักด้วยยาฉีดลดน้ำหนัก: แนวทางการรักษาภาวะโรคอ้วนด้วยมาตรฐานทางการแพทย์

18 ส.ค. 2569

รักษาภาวะโรคอ้วนด้วยมาตรฐานทางการแพทย์

ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ (metabolic disorder) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร่วมหลายชนิด เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะไขมันพอกตับ รวมถึงโรคข้อเสื่อม การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่เป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

ในปัจจุบัน นอกจากการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายแล้ว ยังมี “ยาฉีดลดน้ำหนัก” ที่ได้รับการพัฒนาและผ่านการศึกษาทางคลินิกอย่างกว้างขวาง โดยใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาแบบองค์รวมภายใต้การดูแลของแพทย์

กลไกการออกฤทธิ์ของยาฉีดลดน้ำหนัก

ยาฉีดลดน้ำหนักในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มยาที่เลียนแบบฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม GLP-1 receptor agonists และยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP ฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งหลังรับประทานอาหาร มีบทบาทในการ

ฮอร์โมน GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งหลังรับประทานอาหาร มีบทบาทในการ

1. กระตุ้นความรู้สึกอิ่มที่สมอง

2. ลดความอยากอาหาร

3.ชะลอการเคลื่อนตัวของกระเพาะอาหาร

4. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

เมื่อได้รับยาในกลุ่มนี้ ผู้ป่วยจะรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น อิ่มนานขึ้น และรับประทานอาหารลดลง ส่งผลให้พลังงานที่ได้รับต่อวันลดลง และเกิดการลดมวลไขมันอย่างต่อเนื่อง

รายชื่อยาฉีดลดน้ำหนักที่มีใช้ในปัจจุบัน

1. กลุ่ม GLP-1 Receptor Agonists

Liraglutide

ชื่อการค้า : Saxenda

ฉีดวันละครั้ง

ได้รับการอนุมัติสำหรับรักษาโรคอ้วนโดยเฉพาะ

Semaglutide

ชื่อการค้า : Wegovy (อนุมัติสำหรับลดน้ำหนัก)

ชื่อการค้า : Ozempic (อนุมัติหลักสำหรับเบาหวาน แต่มีผลลดน้ำหนัก)

ฉีดสัปดาห์ละครั้ง

2. กลุ่ม Dual Agonist (GLP-1 + GIP)

Tirzepatide

ชื่อการค้า : Mounjaro (เดิมใช้รักษาเบาหวาน)

ชื่อการค้า : Zepbound (อนุมัติสำหรับลดน้ำหนัก)

ฉีดสัปดาห์ละครั้ง

ออกฤทธิ์ต่อทั้ง GLP-1 และ GIP ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารได้เด่นชัด

ปัจจุบัน ยาหลักที่ใช้ในการลดน้ำหนักด้วยการฉีดมีอยู่ใน 3 โมเลกุลหลัก

1. Liraglutide

2. Semaglutide

3. Tirzepatide

โดยการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ความเหมาะสมของผู้ป่วย และการประเมินของแพทย์ผู้รักษา

ข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

โดยทั่วไป ยาฉีดลดน้ำหนักเหมาะสำหรับผู้ที่มี

BMI ≥ 30 กก./ม²

หรือ

BMI ≥ 27 กก./ม²

(ร่วมกับโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ)

ก่อนเริ่มการรักษา แพทย์จะประเมินสุขภาพอย่างละเอียด รวมถึงประวัติครอบครัว โรคประจำตัว ผลตรวจเลือด และยาที่ใช้อยู่ เพื่อป้องกันความเสี่ยงและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก

จากข้อมูลการศึกษาทางคลินิก ผู้ป่วยที่ใช้ยาในกลุ่มนี้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม สามารถลดน้ำหนักได้เฉลี่ยประมาณ 10–20% ของน้ำหนักตัวเดิม ขึ้นอยู่กับชนิดยา ขนาดยา และความร่วมมือในการปรับวิถีชีวิต

“ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล และต้องมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ”

ความปลอดภัยและผลข้างเคียง

1. คลื่นไส้

2. อาเจียน

3. ท้องอืด

4.ท้องผูกหรือท้องเสีย

อาการเหล่านี้มักเกิดในช่วงเริ่มต้น และลดลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ แพทย์จะเริ่มจากขนาดยาต่ำและปรับเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไปผู้ที่มีประวัติโรคบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์บางชนิด หรือตับอ่อนอักเสบ ควรได้รับการประเมินอย่างรอบคอบก่อนใช้ยา

ยาฉีดไม่ใช่ "ทางลัด"

ดังนั้น การรักษาที่ได้ผลและยั่งยืนต้องประกอบด้วย

1. การประเมินโดยแพทย์

2. โภชนบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ

3. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ

4. การติดตามผลระยะยาว

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ยาฉีดลดน้ำหนักไม่ใช่วิธีรักษาแบบเดี่ยว และไม่สามารถทดแทนการปรับพฤติกรรมได้ทั้งหมด หากหยุดยาโดยไม่มีการควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม น้ำหนักอาจกลับเพิ่มขึ้นได้

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โทรหาเราได้ที่

038-284354

038-284355

พร้อมบริการทุกวัน 24 ชม.

หากท่านมีข้อคำถาม หรือติดต่อเจ้าหน้าที่

ที่อยู่โรงพยาบาล

104/15 ก ซ.หน้าวัดต้นสน ถ.อัคนิวาต อ.เมือง จ,ชลบุรี 20000