ท้องผูก: ปรับสมดุลลำไส้ด้วย Prebiotic และ Probiotic
อาการท้องผูกเป็นปัญหาของระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย หลายคนเข้าใจว่าท้องผูกหมายถึงการไม่ถ่ายหลายวันเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ยังรวมถึงอาการอุจจาระแข็ง ถ่ายยาก ต้องออกแรงเบ่งมาก รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือมีความถี่ในการขับถ่ายลดลง
นอกจากพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การดื่มน้ำน้อย การเคลื่อนไหวร่างกายน้อย และยาบางชนิดแล้ว ปัจจุบันมีการศึกษาถึงบทบาทของ “จุลินทรีย์ในลำไส้” หรือ Gut Microbiota ต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหารมากขึ้น จึงเกิดแนวคิดการดูแลสุขภาพลำไส้ด้วย Prebiotic และ Probiotic
Prebiotic คืออะไร
Prebiotic คือสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด แต่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในลำไส้สามารถนำไปใช้เป็นอาหารได้ ตัวอย่างที่มีการศึกษาค่อนข้างมาก ได้แก่
- Fructooligosaccharides หรือ FOS
- Xylo-oligosaccharides หรือ XOS
เมื่อจุลินทรีย์ในลำไส้นำ Prebiotic ไปใช้ จะเกิดการหมักและสร้างสารหลายชนิด รวมถึงกรดไขมันสายสั้น หรือ Short-chain fatty acids (SCFAs) ซึ่งมีบทบาทต่อสภาพแวดล้อมภายในลำไส้และสุขภาพของเยื่อบุลำไส้
งานวิจัยแบบ systematic review และ meta-analysis พบว่า FOS สามารถเพิ่ม Bifidobacteria ในลำไส้ และมีหลักฐานว่าสามารถเพิ่มความถี่ในการขับถ่าย รวมถึงทำให้อุจจาระนุ่มขึ้นในผู้ที่มี functional constipation ได้
Probiotic คืออะไร
Probiotic คือจุลินทรีย์มีชีวิตที่เมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จุลินทรีย์ที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพลำไส้ ได้แก่ Lactobacillus และ Bifidobacterium มีการศึกษาพบว่า Probiotic บางสายพันธุ์อาจช่วยเพิ่มความถี่ในการขับถ่าย ลดระยะเวลาที่อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้ และช่วยให้อาการท้องผูกบางประเภทดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ Probiotic มีความจำเพาะต่อ “สายพันธุ์” หรือ strain จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า Lactobacillus หรือ Bifidobacterium ทุกสายพันธุ์จะให้ผลเหมือนกัน การเลือกผลิตภัณฑ์จึงควรพิจารณาชนิดของจุลินทรีย์ สายพันธุ์ ปริมาณจุลินทรีย์ และหลักฐานการศึกษาของสูตรนั้นประกอบกัน
Prebiotic และ Probiotic ต่างกันอย่างไร
Probiotic คือ การเติมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ Prebiotic คือ การให้อาหารแก่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
การนำ Prebiotic และ Probiotic มาใช้ร่วมกันในลักษณะที่เอื้อต่อประโยชน์ของจุลินทรีย์เรียกว่า “Synbiotic” ซึ่งเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจในการดูแลสมดุลของระบบนิเวศจุลินทรีย์ในลำไส้
Prebiotic และ Probiotic ช่วยเรื่องท้องผูกได้อย่างไร
กลไกที่อาจเกี่ยวข้องกับการขับถ่ายประกอบด้วย การเพิ่มจำนวนหรือส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ การสร้างสารจากกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในลำไส้ รวมถึงผลต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้
งานวิจัยทางคลินิกและการวิเคราะห์อภิมานหลายฉบับพบว่า Prebiotic และ Probiotic บางชนิดมีแนวโน้มช่วยเพิ่มจำนวนครั้งของการขับถ่ายและปรับลักษณะอุจจาระในผู้ที่มีอาการท้องผูกได้ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์แตกต่างกันตามชนิด สายพันธุ์ ปริมาณที่ได้รับ และลักษณะของผู้ใช้
ดังนั้น Prebiotic และ Probiotic ควรมองเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพลำไส้ ไม่ใช่การรักษาท้องผูกทุกสาเหตุด้วยวิธีเดียว
ดูแลอาการท้องผูกอย่างไรให้ได้ผล
พื้นฐานสำคัญของการป้องกันและดูแลอาการท้องผูกยังคงเป็นการรับประทานอาหารที่มีใยอาหารอย่างเหมาะสม ดื่มน้ำเพียงพอ ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ และสร้างพฤติกรรมการขับถ่ายที่เหมาะสม
การเสริม Prebiotic หรือ Probiotic อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการดูแลสมดุลของจุลินทรีย์และสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร แต่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุชนิด สายพันธุ์ และปริมาณของส่วนประกอบอย่างชัดเจน ในช่วงแรกของการเพิ่ม Prebiotic บางคนอาจมีอาการท้องอืดหรือมีแก๊สมากขึ้นจากกระบวนการหมักของจุลินทรีย์ จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
Prebiotic ช่วยเป็นแหล่งอาหารให้จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ Probiotic เป็นการเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์บางชนิดเข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร การใช้ทั้งสองร่วมกับการรับประทานใยอาหาร ดื่มน้ำเพียงพอ ออกกำลังกาย และมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่เหมาะสม อาจช่วยสนับสนุนสมดุลของลำไส้และการขับถ่ายได้
สุขภาพลำไส้ที่ดีจึงไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะวันที่ท้องผูก แต่เริ่มจากการดูแลสมดุลของลำไส้ในทุกวัน