ประจำเดือนมาแค่ไหน เสี่ยงโรคเลือดจาง?
ประจำเดือนมาแค่ไหน เสี่ยงโรคเลือดจาง?
ประจำเดือนเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ แต่หากมีประจำเดือนมากผิดปกติ อาจไม่ใช่เพียงปัญหาความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น หากยังเป็น สาเหตุสำคัญที่สุดของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อีกด้วย
หลายคนคิดว่าการมีประจำเดือนมากเป็น "เรื่องปกติของตัวเอง" จนละเลยอาการซีด เหนื่อยง่าย หรือเวียนศีรษะ ทำให้ภาวะขาดธาตุเหล็กสะสมรุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ประจำเดือนปกติเป็นอย่างไร?
โดยทั่วไป ผู้หญิงจะมีประจำเดือน
- ทุก 21–35 วัน
- มีเลือดออกประมาณ 2–7 วัน
- ปริมาณเลือดเฉลี่ย 30–40 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน
แม้ว่าจะไม่สามารถวัดปริมาณเลือดได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะใช้ผ้าอนามัยประมาณ 3–6 แผ่นต่อวัน โดยไม่ชุ่มเต็มแผ่นทุกครั้ง
ประจำเดือนแบบไหนเรียกว่า "มากผิดปกติ" ?
ในอดีต แพทย์นิยาม Heavy Menstrual Bleeding (HMB) ว่า มีเลือดประจำเดือนมากกว่า 80 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน แต่ในทางปฏิบัติ การวัดปริมาณเลือดทำได้ยาก
ปัจจุบัน National Institute for Health and Care Excellence (NICE) และ American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) ให้นิยามว่า
ประจำเดือนมามากจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การทำงาน การเรียน หรือกิจวัตรประจำวัน
สัญญาณที่บ่งบอกว่าประจำเดือนมากผิดปกติ
หากมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
- ประจำเดือนนานกว่า 7 วัน
- ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1 ชั่วโมง ติดต่อกันหลายชั่วโมง
- ต้องใช้ผ้าอนามัย 2 แผ่นซ้อนกัน เพื่อป้องกันการซึม
- ต้องตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเปลี่ยนผ้าอนามัย
- มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่กว่า ประมาณ 2.5 เซนติเมตร
- เลือดออกมากจนเปื้อนเสื้อผ้าหรือที่นอนเป็นประจำ
- ต้องหยุดงาน หยุดเรียน หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมเพราะประจำเดือน
ประจำเดือนมากแค่ไหนจึงเสี่ยงโรคเลือดจาง?
เมื่อปริมาณเลือดประจำเดือน มากกว่า 80 มิลลิลิตรต่อรอบเดือนอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะสูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 32–40 มิลลิกรัมต่อรอบเดือน เนื่องจากเลือด 1 มิลลิลิตร มีธาตุเหล็กประมาณ 0.4–0.5 มิลลิกรัม ในขณะที่ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้เพียงประมาณ 1–2 มิลลิกรัมต่อวัน หากเสียเลือดมากทุกเดือน ธาตุเหล็กสะสม (Ferritin) จะค่อย ๆ ลดลง จนเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก และในที่สุดกลายเป็น โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
อาการของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เวียนศีรษะ หน้ามืด
- ใจสั่น
- หายใจเหนื่อยเวลาเดินหรือขึ้นบันได
- ผิวซีด
- เล็บเปราะหรือเล็บเว้า
- ผมร่วง
- ลิ้นอักเสบ
- มุมปากแตก
อาการที่ค่อนข้างจำเพาะของภาวะขาดธาตุเหล็ก ได้แก่
- อยากกินน้ำแข็ง (Pagophagia)
- อยากกินดิน แป้ง หรือสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร (Pica)
- อาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome)
สาเหตุของประจำเดือนมามากผิดปกติ
ภาวะประจำเดือนมามากอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
- เนื้องอกมดลูก (Uterine fibroids)
- ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial polyps)
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
- ภาวะอะดีโนไมโอซิส (Adenomyosis)
- ความผิดปกติของการตกไข่
- การใส่ห่วงอนามัยชนิดทองแดง
- ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
- โรคไทรอยด์
- ผลข้างเคียงจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด
แพทย์วินิจฉัยอย่างไร?
หากสงสัยว่ามีภาวะเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะซักประวัติและตรวจเพิ่มเติม เช่น
1. ตรวจเลือด
- Complete Blood Count (CBC)
- Serum Ferritin
- Serum Iron
- Total Iron Binding Capacity (TIBC)
- Transferrin Saturation (TSAT)
2. ตรวจหาสาเหตุของประจำเดือนมามาก อาจพิจารณา
- ตรวจภายใน
- อัลตราซาวนด์มดลูกและรังไข่
- ตรวจฮอร์โมนในบางราย
- ตรวจการแข็งตัวของเลือด หากสงสัยโรคเลือด
การรักษา
การรักษามี 2 ส่วนสำคัญ
1. รักษาภาวะเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- รับประทานธาตุเหล็กตามคำแนะนำของแพทย์
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น เนื้อแดง ตับ ปลา ถั่ว และผักใบเขียว
- รับประทานร่วมกับวิตามินซีเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม
ในผู้ที่รับประทานธาตุเหล็กไม่ได้ หรือมีภาวะดูดซึมผิดปกติ อาจพิจารณาให้ธาตุเหล็กทางหลอดเลือดดำ
2. รักษาสาเหตุของประจำเดือนมามาก
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น
- ยาปรับฮอร์โมน
- ยาคุมกำเนิด
- ห่วงอนามัยชนิดฮอร์โมน
- ยาลดการเสียเลือดประจำเดือน
- ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก
การรักษาเฉพาะโรคตามสาเหตุ
ประจำเดือนมามากผิดปกติเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ แม้หลายคนจะคุ้นชินกับการมีประจำเดือนมาก แต่หากมีเลือดออกนานเกิน 7 วัน ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ หรือเริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและซีด ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม
เพราะการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
หากท่านมีข้อคำถาม หรือติดต่อเจ้าหน้าที่
ที่อยู่โรงพยาบาล
104/15 ก ซ.หน้าวัดต้นสน ถ.อัคนิวาต อ.เมือง จ,ชลบุรี 20000