メニュー

การบริจาคเลือดบ่อย เสี่ยงโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจริงหรือ?

การบริจาคเลือดเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เลือด 1 ถุงสามารถช่วยผู้ป่วยได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยมะเร็ง

20 ส.ค. 2569

การบริจาคเลือดบ่อยเสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือไม่?

การบริจาคเลือดเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เลือด 1 ถุงสามารถช่วยผู้ป่วยได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่ทราบว่า การบริจาคเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะหากเว้นระยะไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) และโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) ได้

การบริจาคเลือดทำให้สูญเสียธาตุเหล็กมากแค่ไหน?

การบริจาคเลือดมาตรฐานประมาณ 450 มิลลิลิตร ทำให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มิลลิกรัม เนื่องจากธาตุเหล็กประมาณ 65–70% ของร่างกายอยู่ในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง เมื่อมีการบริจาคเลือด ธาตุเหล็กจึงถูกนำออกจากร่างกายพร้อมเม็ดเลือดแดง

แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ได้ แต่การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารมีเพียงประมาณ 1–2 มิลลิกรัมต่อวัน ในคนทั่วไป ดังนั้นการฟื้นฟูธาตุเหล็กที่สูญเสียไปอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หากไม่ได้รับธาตุเหล็กเสริมหรือรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอ

เสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือ ?

คำตอบคือ "ได้" แต่ไม่ได้เกิดกับผู้บริจาคทุกคน

ผู้ที่มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายเพียงพอ และบริจาคเลือดตามระยะเวลาที่กำหนด มักสามารถฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม หากบริจาคเลือดบ่อย ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น

  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย
  • เป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีประจำเดือนมามาก
  • มีภาวะดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ
  • เคยมีภาวะขาดธาตุเหล็กมาก่อน

อาจทำให้ธาตุเหล็กสะสมลดลงเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก และท้ายที่สุดเกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

งานวิจัยพบว่ากลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป

  • ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำ (Frequent blood donors)
  • ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
  • ผู้ที่มีประจำเดือนมามาก
  • ผู้มีน้ำหนักตัวน้อย
  • วัยรุ่น
  • ผู้รับประทานมังสวิรัติหรืออาหารที่มีธาตุเหล็กต่ำ
  • ผู้ที่บริจาคเลือดทันทีเมื่อครบกำหนดทุกครั้งติดต่อกันหลายปี

การศึกษาหลายฉบับพบว่า แม้ระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) จะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ระดับ Ferritin ซึ่งสะท้อนธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย อาจลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดธาตุเหล็กแล้ว

อาการของภาวะขาดธาตุเหล็กในผู้บริจาคเลือด

ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อธาตุเหล็กลดลงมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการ เช่น

  • เหนื่อยง่าย
  • อ่อนเพลีย
  • เวียนศีรษะ
  • หน้ามืด
  • ใจสั่น
  • หายใจเหนื่อยเวลาออกแรง
  • สมาธิลดลง
  • ผมร่วง
  • เล็บเปราะหรือเล็บเว้า
  • ลิ้นอักเสบ
  • มุมปากแตก
  • อยากกินน้ำแข็ง (Pagophagia)
  • Restless Legs Syndrome (อาการขาอยู่ไม่สุข)

หากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ควรตรวจอะไรบ้าง?

ก่อนบริจาคเลือด มักมีการตรวจระดับ Hemoglobin เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม ระดับฮีโมโกลบินอาจยังปกติ แม้ว่าธาตุเหล็กสะสมจะเริ่มลดลงแล้ว ในผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่

  • Complete Blood Count (CBC)
  • Serum Ferritin
  • Serum Iron
  • Total Iron Binding Capacity (TIBC)
  • Transferrin Saturation (TSAT)

โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่าย หรือมีประวัติบริจาคเลือดหลายครั้งต่อปี

การป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กหลังบริจาคเลือด

แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่

1. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่

  • เนื้อแดง
  • ตับ
  • ปลา
  • ไข่
  • ถั่ว
  • ผักใบเขียว

ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือกีวี เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

2. เว้นระยะการบริจาคเลือดตามคำแนะนำ

ในประเทศไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้บริจาคเลือด ไม่เกินทุก 3 เดือน (ประมาณ 12 สัปดาห์) เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างเม็ดเลือดแดงและฟื้นฟูธาตุเหล็ก

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีธาตุเหล็กต่ำหรือมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้เว้นระยะนานกว่านี้

3. พิจารณารับประทานธาตุเหล็กเสริม

งานวิจัยพบว่า การรับประทานธาตุเหล็กเสริมในช่วงหลังบริจาคเลือดสามารถช่วยให้ระดับธาตุเหล็กและฮีโมโกลบินกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อรับประทานเองเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

4. ตรวจสุขภาพเป็นระยะ

ผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หรือผู้ที่เคยมีภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรตรวจ CBC และ Ferritin เป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์

การบริจาคเลือดเป็นการทำความดีที่ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ผู้บริจาคก็ควรดูแลสุขภาพของตนเองเช่นกัน เพราะการบริจาคเลือดทำให้สูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มิลลิกรัมต่อครั้ง หากบริจาคบ่อยหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กและโรคโลหิตจางได้

การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง การเว้นระยะการบริจาคให้เหมาะสม และการตรวจสุขภาพเป็นระยะ จะช่วยให้สามารถบริจาคเลือดได้อย่างปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและผู้รับเลือด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

お電話ください

038-860-890

24時間対応

ご質問がある場合やスタッフに連絡したい場合

病院の住所

65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000