การบริจาคเลือดบ่อย เสี่ยงโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจริงหรือ?
คำตอบคือ “เสี่ยงได้” แต่ไม่ได้เกิดกับผู้บริจาคทุกคน
การบริจาคเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะหากบริจาคถี่ ร่างกายได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย อาจทำให้ ธาตุเหล็กสะสมในร่างกายลดลง (Iron Deficiency) และหากลดลงต่อเนื่องอาจพัฒนาเป็น โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia: IDA) ได้.
บริจาคเลือด 1 ครั้ง สูญเสียธาตุเหล็กเท่าไร?
การบริจาคเลือดมาตรฐานประมาณ 450 มิลลิลิตร ทำให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มิลลิกรัม เนื่องจากธาตุเหล็กประมาณ 65–70% ในร่างกายอยู่ในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง เมื่อเลือดถูกนำออก ธาตุเหล็กจึงสูญเสียไปพร้อมกับเม็ดเลือดแดงด้วย.
แม้ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ได้ แต่คนทั่วไปดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ประมาณ 1–2 มิลลิกรัมต่อวัน การเติมธาตุเหล็กที่สูญเสียไปหลังบริจาคจึงอาจใช้เวลาตั้งแต่หลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน หากไม่ได้รับอาหารหรือธาตุเหล็กเสริมอย่างเพียงพอ.
เข้าใจเป็นภาพง่าย ๆ
บริจาคเลือด 450 มล.
- → สูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มก.
- → ร่างกายค่อย ๆ สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่
- → ต้องใช้เวลาเติมธาตุเหล็กสะสมกลับคืน
หากบริจาคซ้ำในขณะที่ธาตุเหล็กสะสมยังฟื้นไม่เต็มที่
- → Ferritin ลดลงเรื่อย ๆ
- → Iron Deficiency
- → อาจตามด้วย Iron Deficiency Anemia.
ใครบ้างมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป?
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้ที่มีประจำเดือนมามาก ผู้มีน้ำหนักตัวน้อย วัยรุ่น ผู้รับประทานมังสวิรัติหรืออาหารที่มีธาตุเหล็กต่ำ ผู้ที่เคยขาดธาตุเหล็ก รวมถึงผู้ที่บริจาคทันทีเมื่อครบกำหนดต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี.
นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมธาตุเหล็กก็มีโอกาสที่ธาตุเหล็กสะสมจะลดลงได้เร็วขึ้น.
Hemoglobin ปกติ ไม่ได้แปลว่าธาตุเหล็กยังเพียงพอ
ประเด็นสำคัญสำหรับผู้บริจาคเลือดบ่อยคือ ค่า Hemoglobin (Hb) อาจยังปกติ แต่ Ferritin อาจต่ำแล้ว
Ferritin ใช้สะท้อนปริมาณ ธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย ดังนั้นในช่วงแรกของ Iron Deficiency ร่างกายอาจยังสร้าง Hemoglobin ได้เพียงพอจนผลตรวจ Hb ยังผ่านเกณฑ์สำหรับการบริจาคเลือด แต่คลังธาตุเหล็กอาจถูกใช้ไปมากแล้ว.
สัญญาณว่าธาตุเหล็กอาจเริ่มต่ำ
ในระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อธาตุเหล็กลดลงมากขึ้น อาจพบ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หน้ามืด ใจสั่น หายใจเหนื่อยเวลาออกแรง สมาธิลดลง ผมร่วง เล็บเปราะหรือเล็บเว้า ลิ้นอักเสบ และมุมปากแตก.
อาการที่ค่อนข้างน่าสนใจ ได้แก่ อยากกินน้ำแข็ง (Pagophagia) และ ขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome) ซึ่งอาจสัมพันธ์กับภาวะขาดธาตุเหล็กได้.
ป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างไร?
1. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง
อาหารที่แนะนำ ได้แก่ เนื้อแดง ตับ ปลา ไข่ ถั่ว และผักใบเขียว และควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มี วิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือกีวี เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก.
2. เว้นระยะการบริจาคให้เหมาะสม
ข้อมูลที่นำเสนออ้างอิงคำแนะนำในประเทศไทยว่า ควรบริจาคเลือด ไม่ถี่กว่า 1 ครั้งทุกประมาณ 3 เดือน หรือราว 12 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างเม็ดเลือดแดงและฟื้นฟูธาตุเหล็ก. อย่างไรก็ตาม หากมีธาตุเหล็กต่ำหรือมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้ เว้นระยะนานกว่านั้น.
3. พิจารณาธาตุเหล็กเสริมในบางราย
การรับประทานธาตุเหล็กเสริมหลังบริจาคสามารถช่วยให้ระดับธาตุเหล็กและ Hemoglobin ฟื้นเร็วขึ้นในผู้ที่เหมาะสม แต่ ไม่ควรซื้อรับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยตนเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว.
4. ตรวจสุขภาพเป็นระยะ
ผู้บริจาคเลือดประจำ โดยเฉพาะ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และผู้ที่เคยมีภาวะขาดธาตุเหล็ก อาจพิจารณาตรวจ CBC และ Ferritin เป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์.
สรุปจำง่าย
บริจาคเลือด 1 ครั้งประมาณ 450 มล.
- → สูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มก.
บริจาคบ่อย + ธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ
- → Ferritin ค่อย ๆ ลดลง
- → Iron Deficiency
ขาดต่อเนื่อง
- → Hemoglobin ลด
- → Iron Deficiency Anemia
จุดที่ต้องจำคือ “Hb ปกติ ไม่ได้หมายความว่า Ferritin ปกติเสมอไป” ผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำจึงควรใส่ใจทั้งระยะห่างในการบริจาค อาหารที่มีธาตุเหล็ก และการตรวจธาตุเหล็กสะสมเมื่อมีความเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ