ไข้เลือดออก (Dengue Fever): โรคที่พบบ่อยในฤดูฝน อันตรายกว่าที่หลายคนคิด
ไข้เลือดออก (Dengue Fever): โรคที่พบบ่อยในฤดูฝน อันตรายกว่าที่หลายคนคิด
ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบได้บ่อยในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย
แม้คนส่วนใหญ่จะรู้จักโรคไข้เลือดออกว่าเป็นโรคที่พบในเด็ก แต่ในปัจจุบันพบผู้ป่วยวัยรุ่นและผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น และบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้โรคไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อหลายร้อยล้านรายต่อปี
สาเหตุของโรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus; DENV) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่
DENV-1DENV-2
DENV-3
DENV-4
เชื้อไวรัสจะถูกแพร่จากคนสู่คนผ่านการกัดของยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) ยุงลายมักออกหากินในช่วงเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย
ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้วสามารถติดเชื้อซ้ำได้จากสายพันธุ์อื่น และการติดเชื้อครั้งที่สองมีความเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออกรุนแรงมากขึ้น
อาการของไข้เลือดออก
หลังได้รับเชื้อประมาณ 4–10 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ
1. ระยะไข้สูง อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน 39–40 องศาเซลเซียส
- ปวดศีรษะ
- ปวดกระบอกตา
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ผื่นแดงตามลำตัว
- จุดเลือดออกตามผิวหนัง
ผู้ป่วยจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือการติดเชื้อไวรัสทั่วไป
2. ระยะวิกฤตของไข้เลือดออก ช่วงที่อันตรายที่สุดของโรคมักเกิดขึ้นในวันที่ 3–7 ของการป่วย หรือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง
หลายคนเข้าใจผิดว่าหลังไข้ลดลงคืออาการดีขึ้น แต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยอาจกำลังเข้าสู่ระยะวิกฤต ซึ่งเป็นช่วงที่มีการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์
หากผู้ป่วยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที
- ปวดท้องมาก
- อาเจียนตลอดเวลา
- ซึมลงหรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
- มือเท้าเย็น
- ปัสสาวะน้อยลง
- เลือดกำเดาไหล
- เลือดออกตามไรฟัน
- อาเจียนเป็นเลือด
- ถ่ายดำ
- หายใจเหนื่อย
อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของไข้เลือดออกรุนแรงและอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้
การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก
แพทย์จะอาศัยประวัติ อาการ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. การตรวจ NS1 Antigen สามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ช่วง 1–5 วันแรกของการป่วย
2. การตรวจ Dengue IgM และ IgG ช่วยยืนยันการติดเชื้อในระยะต่อมา
3. การตรวจ RT-PCR เป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส มีความแม่นยำสูง
4. การตรวจ Complete Blood Count (CBC) ใช้ติดตาม
- จำนวนเกล็ดเลือด
- ค่าความเข้มข้นของเลือด (Hematocrit)
ซึ่งมีความสำคัญต่อการประเมินความรุนแรงของโรค
การรักษาไข้เลือดออกในปัจจุบัน
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาไข้เลือดออกโดยเฉพาะ แนวทางการรักษาจึงเน้น
1. การให้สารน้ำอย่างเหมาะสม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา
การได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงของภาวะช็อกและลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก
2. การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แพทย์จะติดตาม
- ความดันโลหิต
- ชีพจร
- ปริมาณปัสสาวะ
- ค่า Hematocrit
- จำนวนเกล็ดเลือด
3. การรักษาภาวะแทรกซ้อน ในผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออกรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด
4. ไข้เลือดออกกินยาอะไรได้บ้าง? ยาที่แนะนำสำหรับลดไข้คือ พาราเซตามอล (Paracetamol) ควรใช้ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
5. ยาที่ไม่ควรใช้เมื่อสงสัยไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ได้แก่
- Ibuprofen
- Diclofenac
- Naproxen
- Aspirin
เนื่องจากยาเหล่านี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก
วัคซีนไข้เลือดออก
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่ได้รับการอนุมัติในหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาฉีดวัคซีนต้องคำนึงถึง
- อายุ
- ประวัติการติดเชื้อเดิม
- ชนิดของวัคซีน
จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนทุกครั้ง
วิธีป้องกันไข้เลือดออก
การป้องกันยุงกัดและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด
1. เก็บบ้าน ไม่ให้มีมุมอับหรือแหล่งหลบซ่อนของยุง
2. เก็บขยะ กำจัดภาชนะที่อาจมีน้ำขัง
3. เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
4. นอกจากนี้ควร
- ทายากันยุง
- สวมเสื้อแขนยาว
- ติดมุ้งลวด
เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์
ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะ พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ภาวะช็อก เลือดออก หรืออวัยวะล้มเหลวได้
การสังเกตสัญญาณเตือนในช่วงที่ไข้ลดลง การได้รับสารน้ำอย่างเหมาะสม และการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
ご質問がある場合やスタッフに連絡したい場合
病院の住所
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000