เมนู
โปรโมชั่นและแพ็คเกจ

ไข้เลือดออก (Dengue Fever): โรคที่พบบ่อยในฤดูฝน อันตรายกว่าที่หลายคนคิด

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค พบได้บ่อยในประเทศไทยและประเทศเขตร้อนทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย

19 ส.ค. 2569

ไข้เลือดออก (Dengue Fever) เป็นโรคติดเชื้อจาก ไวรัสเดงกี (Dengue Virus) มียุงลายเป็นพาหะ พบได้บ่อยในประเทศไทยและประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนซึ่งมีน้ำขังและเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง แม้จะถูกมองว่าเป็นโรคที่พบในเด็ก แต่สามารถเกิดได้ทั้งในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ และบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้.

ไวรัสเดงกีมีกี่สายพันธุ์?

ไวรัสเดงกี หรือ DENV แบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ได้แก่

  • DENV-1
  • DENV-2
  • DENV-3
  • DENV-4

เชื้อแพร่จากคนสู่คนผ่านการกัดของ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และ bซึ่งมักออกหากินในเวลากลางวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าและช่วงบ่าย.

ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว สามารถติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์อื่นได้ และการติดเชื้อครั้งต่อมาอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดไข้เลือดออกรุนแรงมากขึ้น.

อาการของไข้เลือดออก

หลังได้รับเชื้อประมาณ 4–10 วัน จึงเริ่มมีอาการ โดยในระยะแรกมักพบ

  • ไข้สูงเฉียบพลันประมาณ 39–40°C
  • ปวดศีรษะ
  • ปวดกระบอกตา
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ผื่นแดงตามลำตัว
  • จุดเลือดออกตามผิวหนัง

อาการช่วงแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือการติดเชื้อไวรัสทั่วไป จึงอาจแยกได้ยากจากอาการเพียงอย่างเดียว.

ช่วงที่อันตรายที่สุด อาจเป็นตอน “ไข้เริ่มลด”

ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษมักอยู่ประมาณ วันที่ 3–7 ของการป่วย ซึ่งอาจตรงกับช่วงที่ไข้เริ่มลดลง.

จุดสำคัญคือ ไข้ลดไม่ได้หมายความว่าโรคกำลังดีขึ้นเสมอไป เพราะผู้ป่วยบางรายอาจเข้าสู่ ระยะวิกฤต (Critical Phase) ซึ่งเกิดการรั่วของพลาสมาออกจากหลอดเลือด และอาจนำไปสู่ภาวะช็อกได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม.

สัญญาณเตือนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล

หากมีอาการต่อไปนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้เริ่มลด ควรรีบเข้ารับการรักษา

  • ปวดท้องมาก
  • อาเจียนต่อเนื่อง
  • ซึมลง หรือกระสับกระส่ายผิดปกติ
  • มือเท้าเย็น
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • เลือดกำเดาไหล
  • เลือดออกตามไรฟัน
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายดำ
  • หายใจเหนื่อย

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ ไข้เลือดออกรุนแรงและภาวะช็อก.

การตรวจวินิจฉัยไข้เลือดออก

แพทย์จะพิจารณาจากประวัติ อาการ และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจที่ใช้ ได้แก่

1. NS1 Antigen

สามารถช่วยตรวจพบการติดเชื้อได้ในช่วงประมาณ 1–5 วันแรกของการป่วย

2. Dengue IgM และ IgG

ช่วยประเมินและยืนยันการติดเชื้อในระยะต่อมา

3. RT-PCR

ตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส และมีความแม่นยำสูง

4. Complete Blood Count (CBC)

ใช้ติดตามค่าที่สำคัญ เช่น

  • Platelet → จำนวนเกล็ดเลือด
  • Hematocrit → ความเข้มข้นของเลือด

ซึ่งช่วยในการประเมินความรุนแรงและติดตามการดำเนินของโรค.


การรักษาไข้เลือดออก

ปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะสำหรับรักษาไข้เลือดออก การดูแลจึงเน้นการรักษาตามอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน.

1. ให้สารน้ำอย่างเหมาะสม

การจัดการสารน้ำเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเสี่ยงต่อภาวะช็อก ปริมาณสารน้ำควรเหมาะสมกับอาการและการประเมินของแพทย์.

2. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

  • แพทย์อาจติดตาม
  • ความดันโลหิต
  • ชีพจร
  • ปริมาณปัสสาวะ
  • Hematocrit
  • จำนวนเกล็ดเลือด

เพื่อประเมินว่าผู้ป่วยกำลังเข้าสู่ภาวะรุนแรงหรือไม่.

3. รักษาภาวะแทรกซ้อน

ผู้ป่วยที่มี ภาวะช็อกหรือเลือดออกรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาและติดตามอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล.

ไข้เลือดออกกินยาอะไรได้?

  • ยาลดไข้ที่แนะนำคือ
  • Paracetamol (พาราเซตามอล)
  • ควรใช้ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ.
  • ยาที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อสงสัยไข้เลือดออก
  • ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs และยาที่เพิ่มความเสี่ยงเลือดออก เช่น
  • Ibuprofen
  • Diclofenac
  • Naproxen
  • Aspirin

เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก.

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

ปัจจุบันมีวัคซีนไข้เลือดออกที่ได้รับอนุมัติในหลายประเทศ แต่การเลือกฉีดต้องพิจารณาหลายปัจจัย เช่น

  • อายุ
  • ประวัติการติดเชื้อเดิม
  • ชนิดของวัคซีน
  • จึงควรให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนรับวัคซีน.

วิธีป้องกันไข้เลือดออก

หลักสำคัญคือ ป้องกันไม่ให้ยุงกัดและกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยใช้แนวทาง

  • เก็บบ้าน → ลดมุมอับและบริเวณที่ยุงหลบซ่อน
  • เก็บขยะ → กำจัดภาชนะที่มีโอกาสเกิดน้ำขัง
  • เก็บน้ำ → ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด

และควรเสริมด้วยการ

  • ทายากันยุง
  • สวมเสื้อแขนยาว
  • ติดมุ้งลวด
  • เปลี่ยนน้ำในแจกันทุกสัปดาห์.

สรุปจำง่าย

ไข้สูง 39–40°C + ปวดหัว + ปวดกระบอกตา + ปวดเมื่อย + ผื่น/จุดเลือดออก

→ ควรนึกถึงไข้เลือดออก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาด

จุดสำคัญที่สุด

ไข้เริ่มลดในวันที่ 3–7 ≠ หายแล้วเสมอไป

หากช่วงไข้ลดมี

ปวดท้องมาก + อาเจียนไม่หยุด + ซึม + มือเท้าเย็น + ปัสสาวะน้อย + เลือดออก + หายใจเหนื่อย

→ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

และหากสงสัยไข้เลือดออก ให้ใช้ Paracetamol ตามคำแนะนำ และหลีกเลี่ยง Ibuprofen, Diclofenac, Naproxen และ Aspirin เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก.

บทความสุขภาพ

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช

เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด

โทรหาเราได้ที่

038-284354

038-284355

พร้อมบริการทุกวัน 24 ชม.

หากท่านมีข้อคำถาม หรือติดต่อเจ้าหน้าที่

ที่อยู่โรงพยาบาล

104/15 ก ซ.หน้าวัดต้นสน ถ.อัคนิวาต อ.เมือง จ,ชลบุรี 20000