การบริจาคเลือดบ่อย เสี่ยงโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กจริงหรือ?
การบริจาคเลือดเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เลือด 1 ถุงสามารถช่วยผู้ป่วยได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยมะเร็ง
การบริจาคเลือดบ่อยเสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือไม่?
การบริจาคเลือดเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เลือด 1 ถุงสามารถช่วยผู้ป่วยได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยอุบัติเหตุ ผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด หรือผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่ทราบว่า การบริจาคเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะหากเว้นระยะไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รับธาตุเหล็กเพียงพอ อาจทำให้เกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) และโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia; IDA) ได้
การบริจาคเลือดทำให้สูญเสียธาตุเหล็กมากแค่ไหน?
การบริจาคเลือดมาตรฐานประมาณ 450 มิลลิลิตร ทำให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มิลลิกรัม เนื่องจากธาตุเหล็กประมาณ 65–70% ของร่างกายอยู่ในฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง เมื่อมีการบริจาคเลือด ธาตุเหล็กจึงถูกนำออกจากร่างกายพร้อมเม็ดเลือดแดง
แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ได้ แต่การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารมีเพียงประมาณ 1–2 มิลลิกรัมต่อวัน ในคนทั่วไป ดังนั้นการฟื้นฟูธาตุเหล็กที่สูญเสียไปอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน หากไม่ได้รับธาตุเหล็กเสริมหรือรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพียงพอ
เสี่ยงโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กหรือ ?
คำตอบคือ "ได้" แต่ไม่ได้เกิดกับผู้บริจาคทุกคน
ผู้ที่มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายเพียงพอ และบริจาคเลือดตามระยะเวลาที่กำหนด มักสามารถฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม หากบริจาคเลือดบ่อย ร่วมกับมีปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย
- เป็นสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีประจำเดือนมามาก
- มีภาวะดูดซึมธาตุเหล็กผิดปกติ
- เคยมีภาวะขาดธาตุเหล็กมาก่อน
อาจทำให้ธาตุเหล็กสะสมลดลงเรื่อย ๆ จนเกิดภาวะขาดธาตุเหล็ก และท้ายที่สุดเกิดโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?
งานวิจัยพบว่ากลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดธาตุเหล็กมากกว่าคนทั่วไป
- ผู้บริจาคเลือดเป็นประจำ (Frequent blood donors)
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์
- ผู้ที่มีประจำเดือนมามาก
- ผู้มีน้ำหนักตัวน้อย
- วัยรุ่น
- ผู้รับประทานมังสวิรัติหรืออาหารที่มีธาตุเหล็กต่ำ
- ผู้ที่บริจาคเลือดทันทีเมื่อครบกำหนดทุกครั้งติดต่อกันหลายปี
การศึกษาหลายฉบับพบว่า แม้ระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) จะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ระดับ Ferritin ซึ่งสะท้อนธาตุเหล็กสะสมในร่างกาย อาจลดลงจนเข้าสู่ภาวะขาดธาตุเหล็กแล้ว
อาการของภาวะขาดธาตุเหล็กในผู้บริจาคเลือด
ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อธาตุเหล็กลดลงมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการ เช่น
- เหนื่อยง่าย
- อ่อนเพลีย
- เวียนศีรษะ
- หน้ามืด
- ใจสั่น
- หายใจเหนื่อยเวลาออกแรง
- สมาธิลดลง
- ผมร่วง
- เล็บเปราะหรือเล็บเว้า
- ลิ้นอักเสบ
- มุมปากแตก
- อยากกินน้ำแข็ง (Pagophagia)
- Restless Legs Syndrome (อาการขาอยู่ไม่สุข)
หากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ควรตรวจอะไรบ้าง?
ก่อนบริจาคเลือด มักมีการตรวจระดับ Hemoglobin เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง อย่างไรก็ตาม ระดับฮีโมโกลบินอาจยังปกติ แม้ว่าธาตุเหล็กสะสมจะเริ่มลดลงแล้ว ในผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- Complete Blood Count (CBC)
- Serum Ferritin
- Serum Iron
- Total Iron Binding Capacity (TIBC)
- Transferrin Saturation (TSAT)
โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการเหนื่อยง่าย หรือมีประวัติบริจาคเลือดหลายครั้งต่อปี
การป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กหลังบริจาคเลือด
แนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยง ได้แก่
1. รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่
- เนื้อแดง
- ตับ
- ปลา
- ไข่
- ถั่ว
- ผักใบเขียว
ควรรับประทานร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซี เช่น ส้ม ฝรั่ง หรือกีวี เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก
2. เว้นระยะการบริจาคเลือดตามคำแนะนำ
ในประเทศไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย แนะนำให้บริจาคเลือด ไม่เกินทุก 3 เดือน (ประมาณ 12 สัปดาห์) เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างเม็ดเลือดแดงและฟื้นฟูธาตุเหล็ก
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีธาตุเหล็กต่ำหรือมีปัจจัยเสี่ยง แพทย์อาจแนะนำให้เว้นระยะนานกว่านี้
3. พิจารณารับประทานธาตุเหล็กเสริม
งานวิจัยพบว่า การรับประทานธาตุเหล็กเสริมในช่วงหลังบริจาคเลือดสามารถช่วยให้ระดับธาตุเหล็กและฮีโมโกลบินกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรซื้อรับประทานเองเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว
4. ตรวจสุขภาพเป็นระยะ
ผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์หรือผู้ที่เคยมีภาวะขาดธาตุเหล็ก ควรตรวจ CBC และ Ferritin เป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์
การบริจาคเลือดเป็นการทำความดีที่ช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยจำนวนมาก แต่ผู้บริจาคก็ควรดูแลสุขภาพของตนเองเช่นกัน เพราะการบริจาคเลือดทำให้สูญเสียธาตุเหล็กประมาณ 200–250 มิลลิกรัมต่อครั้ง หากบริจาคบ่อยหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม อาจเกิดภาวะขาดธาตุเหล็กและโรคโลหิตจางได้
การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง การเว้นระยะการบริจาคให้เหมาะสม และการตรวจสุขภาพเป็นระยะ จะช่วยให้สามารถบริจาคเลือดได้อย่างปลอดภัย ทั้งต่อตนเองและผู้รับเลือด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
မေးခွန်းများရှိပါက သို့မဟုတ် ဝန်ထမ်းများကို ဆက်သွယ်လိုပါက
ဆေးရုံလိပ်စာ
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000