แนวทางคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
แนวทางคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดของคนไทย และมีแนวโน้มพบในคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวดีคือ มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่ “ป้องกันได้” และ “รักษาหายได้สูง” หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แนวทางทางการแพทย์ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับ “การคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” แม้ยังไม่มีอาการ
ทำไมต้องคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่มักเริ่มต้นจาก “ติ่งเนื้อ” หรือ Polyp ภายในลำไส้ ซึ่งใช้เวลาหลายปีกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง หากตรวจพบตั้งแต่ระยะติ่งเนื้อ แพทย์สามารถตัดออกได้ทันที ทำให้ป้องกันการเกิดมะเร็งได้จริง หลายการศึกษาพบว่า การคัดกรองอย่างเหมาะสมช่วยลด
- อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
- อัตราการเสียชีวิต
- ค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะลุกลาม
ควรเริ่มคัดกรองอายุเท่าไหร่
แนวทางล่าสุดของ US Preventive Services Task Force (USPSTF), American Cancer Society และหลายสมาคมทางเดินอาหาร แนะนำว่า
1. ผู้ที่มีความเสี่ยงทั่วไป (Average Risk)
ควรเริ่มคัดกรองตั้งแต่อายุ 45 ปี และตรวจต่อเนื่องจนถึงอายุประมาณ 75 ปี หากสุขภาพโดยรวมแข็งแรง
ใครบ้างที่ถือว่า “ความเสี่ยงทั่วไป”
- ไม่มีอาการผิดปกติ
- ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- ไม่เคยมีติ่งเนื้อในลำไส้
- ไม่มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
2. ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้ อาจต้องเริ่มตรวจก่อนอายุ 45 ปี และมักแนะนำให้ส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยตรง
- มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
- เคยมีติ่งเนื้อในลำไส้
- เคยเป็นมะเร็งลำไส้
- โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Ulcerative colitis หรือ Crohn’s disease
กลุ่มโรคพันธุกรรม เช่น Lynch syndrome หรือ Familial adenomatous polyposis (FAP)
วิธีคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอะไรบ้าง
ปัจจุบันมีหลายวิธี โดยแต่ละวิธีมีข้อดีแตกต่างกัน
1. FIT Test (Fecal Immunochemical Test) เป็นการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ
ข้อดี
- ไม่ต้องส่องกล้อง
- ไม่เจ็บ
- ราคาไม่สูง
- เก็บตัวอย่างที่บ้านได้
ข้อจำกัด
- ต้องตรวจทุกปี
- หากผลผิดปกติ ต้องส่องกล้องต่อ
แนวทางส่วนใหญ่แนะนำให้ตรวจปีละครั้ง
2. Stool DNA Test หรือ COLOTECT
เป็นการตรวจสารพันธุกรรมของเซลล์ผิดปกติจากอุจจาระสามารถตรวจการเปลี่ยนแปลงของ DNA ที่สัมพันธ์กับมะเร็งลำไส้ได้
จุดเด่น
- sensitivity สูงกว่า FIT ในหลายการศึกษา
- ตรวจพบมะเร็งระยะต้นได้ดี
- ไม่ต้องส่องกล้อง
ข้อจำกัด
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่า FIT
- หากผลผิดปกติ ต้องส่องกล้องยืนยัน
- แนวทางปัจจุบันแนะนำตรวจทุก 1–3 ปี
3. Colonoscopy (ส่องกล้องลำไส้ใหญ่) ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดในการคัดกรอง แพทย์สามารถ
- มองเห็นรอยโรคโดยตรง
- ตัดชิ้นเนื้อ
- ตัดติ่งเนื้อก่อนกลายเป็นมะเร็งได้ทันที
ข้อดี
- แม่นยำสูงที่สุด
- ป้องกันมะเร็งได้จริง
ข้อจำกัด
- ต้องเตรียมลำไส้
- ต้องงดอาหารบางชนิด
- อาจต้องได้รับยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึก หากผลปกติ มักตรวจซ้ำทุก 10 ปี
วิธีไหนดีที่สุด
ในทางการแพทย์ ไม่มีวิธีใด “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” แต่มีหลักสำคัญคือ “วิธีที่ผู้ป่วยยอมเข้ารับการตรวจจริง คือวิธีที่ดีที่สุด”
- บางคนเหมาะกับ FIT เพราะสะดวก
- บางคนต้องการความแม่นยำสูง จึงเลือก Colonoscopy
- บางคนไม่ต้องการส่องกล้อง จึงเลือก Stool DNA Test
อาการที่ไม่ควรรอคัดกรอง
หากมีอาการต่อไปนี้ ควรพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอการตรวจคัดกรองตามรอบปกติ
- ถ่ายเป็นเลือด
- อุจจาระดำ
- น้ำหนักลดผิดปกติ
- ซีด โลหิตจาง
- ปวดท้องเรื้อรัง
- ถ่ายผิดปกติต่อเนื่อง
- อุจจาระลักษณะเปลี่ยนไป
แนวทางการแพทย์ปัจจุบัน
แนะนำให้ประชาชนทั่วไปเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 45 ปี แม้ยังไม่มีอาการ ทางเลือกในการตรวจมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ FIT, Stool DNA Test ไปจนถึง Colonoscopy ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีแตกต่างกัน สิ่งสำคัญที่สุด คือการเริ่มตรวจตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันและรักษาได้ หากตรวจพบเร็ว
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
如果您有任何疑问或希望联系工作人员
医院地址
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000