อัปเดตแนวทางดูแลไขมันในเลือดปี 2026
ทำไมแพทย์ไม่ได้ดูแค่คอเลสเตอรอลรวมอีกต่อไป
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญ และหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สามารถป้องกันและรักษาได้คือ ภาวะไขมันในเลือดสูง ปัจจุบันการประเมินความเสี่ยงไม่ได้พิจารณาเพียง Total Cholesterol แต่ดูชนิดของไขมัน ระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล และโรคร่วมประกอบกัน โดยให้ความสำคัญกับการกำหนด เป้าหมาย LDL-C ตามระดับความเสี่ยง มากขึ้น
การตรวจ Lipid Profile มีอะไรบ้าง?
การตรวจไขมันในเลือดโดยทั่วไปประกอบด้วย
- Total Cholesterol (TC) — คอเลสเตอรอลรวมในกระแสเลือด
- LDL Cholesterol (LDL-C) — มักเรียกว่า “ไขมันไม่ดี” มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
- HDL Cholesterol (HDL-C) — ช่วยนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปกำจัดที่ตับ
- Triglyceride (TG) — ไขมันที่สัมพันธ์กับพลังงานส่วนเกิน โดยเฉพาะจากแป้ง น้ำตาล และแอลกอฮอล์
ทำไม LDL-C จึงสำคัญ?
เมื่อ LDL-C สะสมในผนังหลอดเลือดเป็นเวลานาน สามารถก่อให้เกิด Atherosclerotic Plaque หรือคราบไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน และสัมพันธ์กับโรคต่าง ๆ เช่น
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
แนวคิดสำคัญคือ การลด LDL-C ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
เป้าหมาย LDL-C ตามระดับความเสี่ยง
- ระดับความเสี่ยง เป้าหมาย LDL-C
- ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง < 100 mg/dL
- ความเสี่ยงสูง < 70 mg/dL
- ความเสี่ยงสูงมาก หรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว < 55 mg/dL
หน้าเว็บช่วงตารางแสดงเครื่องหมาย > แต่ข้อความถัดมาและส่วนสรุประบุว่าเป้าหมายคือ “ต่ำกว่า” 70 และ 55 mg/dL จึงจัดตารางด้านบนเป็น < ให้สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเดียวกันครับ
ใครบ้างที่ควรมี LDL-C ต่ำกว่า 70 mg/dL?
กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมกับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง
- ผู้ที่ได้รับการประเมินว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
ใครบ้างที่ควรมี LDL-C ต่ำกว่า 55 mg/dL?
กลุ่มความเสี่ยงสูงมาก เช่น ผู้ที่
- เคยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- เคยใส่ขดลวดหัวใจ
- เคยผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ
- เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจากหลอดเลือดตีบ
- มีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
- LDL-C ไม่สูงมาก ก็ยังเสี่ยงโรคหัวใจได้
การประเมินไม่ได้พิจารณา LDL-C เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- สูบบุหรี่
- โรคไตเรื้อรัง
- ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ภาวะอ้วนลงพุง
- การอักเสบเรื้อรัง
การตรวจเพิ่มเติมที่อาจใช้ประเมินความเสี่ยง
ในบางรายอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม ได้แก่
- ApoB — ใช้สะท้อนจำนวนอนุภาคไขมันที่สามารถก่อโรคหลอดเลือด
- Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) — เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมและโรคหัวใจและหลอดเลือด
- Non-HDL Cholesterol — สะท้อนไขมันกลุ่มที่สามารถมีส่วนทำให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
- Triglyceride สูง ต้องระวังอะไร?
- Triglyceride สูงพบได้บ่อยในผู้ที่
- รับประทานอาหารหวานมาก
- เป็นเบาหวาน
- มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- มีไขมันพอกตับ
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
เกณฑ์ที่หน้าเว็บนำเสนอ ได้แก่
ระดับ Triglyceride
ปกติ < 150 mg/dL
สูง 200–499 mg/dL
สูงมาก ≥ 500 mg/dL
เมื่อ Triglyceride สูงมากตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป ความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจะเพิ่มขึ้น
HDL-C ควรอยู่เท่าไร?
เกณฑ์ทั่วไปที่หน้าเว็บใช้คือ
ผู้ชาย > 40 mg/dL
ผู้หญิง > 50 mg/dL
อย่างไรก็ตาม แนวทางการรักษาไม่ได้มุ่งเพิ่ม HDL-C ด้วยยาเป็นหลัก แต่เน้นการควบคุม LDL-C เนื่องจากมีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนกว่าในการลดเหตุการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือด
การดูแลไขมันในเลือด
แนวทางพื้นฐานประกอบด้วย
- ลดอาหารทอดและไขมันอิ่มตัว
- ลดอาหารแปรรูป
- ลดเครื่องดื่มหวาน
- เพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง
- งดสูบบุหรี่
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณายาลดไขมัน เช่น Statins, Ezetimibe, PCSK9 inhibitors หรือ Inclisiran เพื่อให้ LDL-C ลดลงถึงเป้าหมายตามความเหมาะสมของแต่ละราย
ใครบ้างควรตรวจไขมันในเลือด?
กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
ผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
ผู้ที่มีโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง
ผู้สูบบุหรี่
ผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
ผู้ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน
สรุป
การดูแลไขมันในเลือดไม่ได้ดูเพียง คอเลสเตอรอลรวม แต่ต้องประเมิน LDL-C, HDL-C, Triglyceride รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและโรคร่วมของแต่ละคน
แนวคิดสำคัญจำง่าย ๆ คือ
- ความเสี่ยงทั่วไป → LDL-C < 100 mg/dL
- ความเสี่ยงสูง → LDL-C < 70 mg/dL
- ความเสี่ยงสูงมาก/มีโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว → LDL-C < 55 mg/dL
การตรวจไขมันอย่างสม่ำเสมอ การปรับพฤติกรรม และการรักษาตามการประเมินของแพทย์เป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว