อัปเดตแนวทางดูแลไขมันในเลือดปี 2026 ทำไมแพทย์ไม่ได้ดูแค่คอเลสเตอรอลรวมอีกต่อไป
อัปเดตแนวทางดูแลไขมันในเลือดปี 2026 ทำไมแพทย์ไม่ได้ดูแค่คอเลสเตอรอลรวมอีกต่อไป
โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สามารถป้องกันและรักษาได้คือ "ภาวะไขมันในเลือดสูง"
ในอดีตหลายคนมักให้ความสำคัญกับค่า "คอเลสเตอรอลรวม" (Total Cholesterol) เพียงอย่างเดียว แต่แนวทางเวชปฏิบัติสมัยใหม่พบว่าความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้นอยู่กับชนิดของไขมัน ระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล และโรคร่วมต่าง ๆ มากกว่าการดูตัวเลขเพียงค่าเดียว
แนวทางการดูแลไขมันในเลือดของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกา (ACC/AHA 2026) จึงให้ความสำคัญกับการกำหนด "เป้าหมาย LDL-C ตามระดับความเสี่ยง" เพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ไขมันในเลือดมีอะไรบ้าง
การตรวจ Lipid Profile ประกอบด้วย
1.Total Cholesterol (TC) คอเลสเตอรอลรวมทั้งหมดในกระแสเลือด
2. LDL Cholesterol (LDL-C) หรือ "ไขมันไม่ดี" เป็นไขมันที่มีบทบาทสำคัญในการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและโรคหัวใจ
3. HDL Cholesterol (HDL-C) หรือ "ไขมันดี" ช่วยนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินกลับไปกำจัดที่ตับ
4. Triglyceride (TG) ไขมันสะสมที่เกิดจากพลังงานส่วนเกิน โดยเฉพาะจากแป้ง น้ำตาล และแอลกอฮอล์
ทำไม LDL-C จึงสำคัญที่สุด
ปัจจุบันมีหลักฐานทางการแพทย์จำนวนมากยืนยันว่า LDL-C เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อ LDL-C สะสมในผนังหลอดเลือดเป็นเวลานาน จะเกิดคราบไขมัน (Atherosclerotic Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบแคบและอาจอุดตันในที่สุด ผลที่ตามมา ได้แก่
- กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
แนวคิดสำคัญในปัจจุบันคือ "ยิ่งลด LDL-C ได้มากและปลอดภัย ความเสี่ยงโรคหัวใจยิ่งลดลง"
เป้าหมาย LDL-C ตามระดับความเสี่ยง
แนวทาง ACC/AHA ปี 2026 กลับมาเน้นการกำหนดเป้าหมาย LDL-C อย่างชัดเจน โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง
กลุ่มที่ควรมี LDL-C ต่ำกว่า 70 mg/dL ได้แก่
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงร่วมกับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง
- ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงจากการประเมินโดยแพทย์
ใครอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงมาก
กลุ่มที่ควรมี LDL-C ต่ำกว่า 55 mg/dL ได้แก่
- ผู้ที่เคยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- ผู้ที่เคยใส่ขดลวดหัวใจ
- ผู้ที่เคยผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ
- ผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจากหลอดเลือดตีบ
- ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย
ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเกิดเหตุการณ์ซ้ำสูงกว่าประชากรทั่วไปหลายเท่า
ทำไมค่า LDL-C ปกติ แต่ยังเป็นโรคหัวใจได้
หลายคนมีค่า LDL-C ไม่สูงมาก แต่ยังเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ส่งผลต่อการเกิดโรค ได้แก่
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- การสูบบุหรี่
- โรคไตเรื้อรัง
- ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ภาวะอ้วนลงพุง
- การอักเสบเรื้อรัง
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น
1. ApoB เป็นตัวแทนจำนวนอนุภาคไขมันที่ก่อโรคหลอดเลือด
2. Lipoprotein(a) หรือ Lp(a) เป็นปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด
3. Non-HDL Cholesterol สะท้อนไขมันทุกชนิดที่สามารถก่อให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งได้
Triglyceride สูง อันตรายหรือไม่
Triglyceride สูงพบได้บ่อยในผู้ที่
- รับประทานอาหารหวานมาก
- เป็นเบาหวาน
- มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- มีไขมันพอกตับ
- ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ค่า Triglyceride
หากสูงมากกว่า 500 mg/dL อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
HDL-C ยิ่งสูงยิ่งดีจริงหรือไม่
HDL-C เป็นไขมันที่ช่วยนำคอเลสเตอรอลกลับไปกำจัดที่ตับ โดยทั่วไป
- ผู้ชายควรมี HDL-C มากกว่า 40 mg/dL
- ผู้หญิงควรมี HDL-C มากกว่า 50 mg/dL
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการรักษาไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่ม HDL-C ด้วยยา แต่ให้ความสำคัญกับการลด LDL-C เป็นหลัก เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนว่าสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้จริง
วิธีลดไขมันในเลือดตามแนวทางปัจจุบัน
ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร
- ลดอาหารทอด
- ลดไขมันอิ่มตัว
- ลดอาหารแปรรูป
- ลดเครื่องดื่มหวาน
- เพิ่มผักและผลไม้
- เพิ่มธัญพืชไม่ขัดสี
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง
- งดสูบบุหรี่ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
ในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง อาจจำเป็นต้องใช้
- Statins
- Ezetimibe
- PCSK9 inhibitors
- Inclisiran
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย LDL-C ตามแนวทางการรักษา
ใครบ้างควรตรวจไขมันในเลือด
- ผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป
- ผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่มีโรคอ้วนหรืออ้วนลงพุง
- ผู้สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพมาก่อน
แนวทางดูแลไขมันในเลือดปี 2026
ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงของแต่ละบุคคลและการกำหนดเป้าหมาย LDL-C ที่เหมาะสม โดยผู้ที่มีความเสี่ยงสูงควรควบคุม LDL-C ให้ต่ำกว่า 70 mg/dL และผู้ที่มีโรคหัวใจหรือหลอดเลือดแล้วควรควบคุมให้ต่ำกว่า 55 mg/dL
การตรวจไขมันในเลือดอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการปรับพฤติกรรมและการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ สามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ชลเวช
เราบริการด้วยคุณภาพตามความต้องการ ภายใต้บรรยากาศการที่อบอุ่น
โดยมีเป้าหมายการบริการที่มีประสิทธิภาพ ให้ผู้มาใช้บริการ มีความพึงพอใจสูงสุด
如果您有任何疑问或希望联系工作人员
医院地址
65/28 ถ.จันทอุดม ต.ท่าประดุ่
อ.เมือง จ.ระยอง 21000